บทความโดย: พญ.พาวิกา วัชระการุณกิจ ว.68855 แพทย์ประจำ Airmed Clinic
ทบทวนล่าสุด: 11 กันยายน 2569
ได้ยินคำว่า “ไตเสื่อมระยะ 3-4” แล้วใจหาย เพราะคิดว่าการฟอกไตคือขั้นตอนถัดไปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ระหว่างวันที่ได้รับการวินิจฉัยกับวันที่ต้องฟอกไต ยังมีช่วงเวลาสำคัญที่สามารถดูแลและชะลอไตเสื่อมได้ หากได้รับการประเมินและดูแลอย่างถูกต้อง
ไตเสื่อมระยะ 3-4 คืออะไร
ไตเสื่อมระยะ 3-4 คือระยะที่การทำงานของไตซึ่งวัดจากค่า eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) ลดลงอยู่ระหว่าง 15-59 mL/min/1.73m² ซึ่งถือว่าไตเสื่อมระดับปานกลางถึงรุนแรง แต่ยังไม่ถึงระยะสุดท้าย โดยสามารถแบ่งระยะได้ดังนี้
| ระยะ | ค่า eGFR (mL/min/1.73m²) | ความหมาย |
|---|---|---|
| ระยะ 3a | 45–59 | ไตเสื่อมเรื้อรังเล็กน้อยถึงปานกลาง |
| ระยะ 3b | 30–44 | ไตเสื่อมเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง |
| ระยะ 4 | 15–29 | ไตเสื่อมเรื้อรังระดับรุนแรง ใกล้ระยะสุดท้าย |
| ระยะ 5 (ESRD) | ต่ำกว่า 15 | ไตวายระยะสุดท้าย |
ผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 3 ส่วนใหญ่มักยังไม่มีอาการชัดเจน ขณะที่ผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 4 อาจเริ่มมีอาการผิดปกติได้
อาการโรคไตเสื่อมที่พบบ่อย
- ขาหรือหน้าบวมมากขึ้น
- ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมีฟองมาก
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียมากขึ้น
- ความดันโลหิตสูงขึ้น
- คลื่นไส้ เบื่ออาหาร รู้สึกขมในปาก
- ผิวแห้ง คันตามผิวหนัง หรือมีจ้ำเลือดขึ้นง่าย
- เป็นตะคริว หรือมีกล้ามเนื้อกระตุกบ่อยๆ
สัญญาณที่ควรรีบปรึกษาแพทย์
- ปัสสาวะออกน้อยลงหรือปัสสาวะไม่ออกเลย
- เหนื่อย นอนราบไม่ได้ หายใจลำบาก
- ความดันโลหิตสูงขึ้น และควบคุมไม่ได้
- เบื่ออาหารรุนแรง หรือซึมลง
ไตเสื่อมระยะ 3-4 ต้องฟอกไตเลยหรือไม่
คำตอบคือ ไม่จำเป็น การฟอกไตหรือการบำบัดทดแทนไตมักเริ่มเมื่อเข้าสู่ไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 5 หรือที่เรียกว่า ไตวายระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease) ซึ่งค่า eGFR ต่ำกว่า 15 mL/min/1.73m² ร่วมกับมีอาการที่บ่งชี้ว่าไตทำงานไม่เพียงพอต่อร่างกายแล้วเท่านั้น
เป้าหมายหลักของการดูแลผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 3-4 คือ การชะลอการดำเนินโรคให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ผู้ป่วยมีเวลาใช้ชีวิตตามปกติได้นานที่สุด ก่อนต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดทดแทนไต
ทางเลือกแทนการฟอกไต สำหรับผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 3-4 มีอะไรบ้าง
การดูแลผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 3-4 อย่างเหมาะสม มักประกอบด้วยหลายแนวทางร่วมกัน ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ได้แก่
1. ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด
ความดันโลหิตสูงเป็นทั้งสาเหตุและผลของโรคไตเรื้อรัง หากควบคุมได้ไม่ดีจะเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น แพทย์มักตั้งเป้าควบคุมความดันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามแนวทางเวชปฏิบัติ รวมถึงการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน
2. ปรับโภชนาการและพฤติกรรมให้เหมาะสม
ควรปรับโภชนาการและพฤติกรรมตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ เช่น
- จำกัดโปรตีน
- ลดหรืองดอาหารโซเดียมสูง เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารเค็ม และระวังการใช้เครื่องปรุงรส
- ระวังอาหาร ผัก หรือผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย ทุเรียน ผักขม คะน้า ฟักทอง เป็นต้น
- ระวังอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น นมวัว โยเกิร์ต ชีส เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ไส้กรอก ชา กาแฟ เป็นต้น
- งดสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อไต เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
3. การใช้ยาตามแนวทางเวชปฏิบัติ
ยากลุ่ม ACE inhibitors, ARB หรือ SGLT2 inhibitors เป็นตัวอย่างยาที่แพทย์อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังเพื่อช่วยชะลอภาวะไตเสื่อม ควบคู่ไปกับการติดตามค่า eGFR ครีอาตินิน (Creatinine) และค่าโปรตีนรั่วในปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ
4. เทคโนโลยีเสริม Low-intensity Extracorporeal Shockwave Therapy แบบ eHAT
สำหรับผู้ที่ต้องการทางเลือกเสริมนอกเหนือจากการดูแลมาตรฐานที่กล่าวไปข้างต้น เทคโนโลยี Low-intensity Extracorporeal Shockwave Therapy แบบ eHAT (electro-Hydraulic Acoustic Therapy) เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่นำมาใช้ดูแลผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 3-4 โดยไม่ใช่การทดแทนการรักษามาตรฐาน แต่เป็นเทคโนโลยีเสริมภายใต้การประเมินของแพทย์
Shockwave eHAT คืออะไร ทำงานอย่างไร
เทคโนโลยี eHAT คือการส่งคลื่นช็อคเวฟพลังงานต่ำ (Low-intensity Extracorporeal Shockwave Therapy) ไปยังบริเวณไตโดยตรง โดยมีความแตกต่างสำคัญจาก shockwave พลังงานสูงที่ใช้สลายนิ่วในไต
eHAT ไม่ได้มีเป้าหมายทำลายเนื้อเยื่อหรือสลายก้อนนิ่ว แต่เป็นการส่งแรงกระตุ้นเชิงกลระดับต่ำ เพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางชีวภาพของเนื้อเยื่อไต
กลไกการทำงานประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก:
- Ultrasound-guided Targeting — ใช้อัลตราซาวนด์ช่วยกำหนดตำแหน่งบริเวณไตอย่างแม่นยำก่อนเริ่มทำหัตถการ
- Low-energy eHAT Delivery — ส่งคลื่นช็อคเวฟพลังงานต่ำไปยัง 8 จุดสำคัญของไต
- Mechanotransduction — แรงกระตุ้นเชิงกลกระตุ้นให้เซลล์เปลี่ยนสัญญาณเป็นการตอบสนองทางชีวภาพ
- Microvascular Support — สนับสนุนการไหลเวียนเลือดระดับจุลภาคและให้ออกซิเจนแก่เนื้อเยื่อไต
ข้อควรทราบเกี่ยวกับ eHAT
eHAT มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการประคับประคองการทำงานของไต ไม่สามารถใช้ทดแทนการฟอกไตหรือการรักษามาตรฐานได้ และไม่ใช่การรับประกันว่าผู้ป่วยจะไม่ต้องฟอกไตในอนาคต
ผลลัพธ์ของหัตถการในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย โรคประจำตัว การรับประทานอาหาร และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย
ใครควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการทำหัตถการ eHAT เพื่อประคับประคองการทำงานของไต
eHAT เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อมระยะ 3-4 ที่ต้องการทางเลือกเสริมเพื่อประคับประคองการทำงานของไต นอกเหนือจากการดูแลมาตรฐาน โดยรับบริการแบบผู้ป่วยนอก ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีบาดแผล และไม่ต้องพักฟื้น
อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ โดยพิจารณาจากประวัติสุขภาพ ระยะของโรค และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ โดยผู้ที่สนใจควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม 1: ไตเสื่อมระยะ 3-4 กลับมาเป็นปกติได้ไหม
คำตอบ: โดยทั่วไปไตที่เสื่อมแล้วมักไม่สามารถกลับสู่สภาพปกติได้ 100% แต่เป้าหมายของการดูแลคือการชะลอไตเสื่อมและประคับประคองการทำงานของไตให้คงอยู่ได้นานที่สุด ควบคู่กับการรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
คำถาม 2: eHAT ต่างจาก shockwave สลายนิ่วในไตอย่างไร
คำตอบ: eHAT ใช้คลื่นช็อคเวฟพลังงานต่ำกว่ามากและไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำลายเนื้อเยื่อหรือสลายก้อนนิ่ว แต่เป็นการกระตุ้นเชิงชีวภาพของเนื้อเยื่อไตในระดับจุลภาค
คำถาม 3: เข้ารับบริการ eHAT เจ็บไหม ต้องดมยาสลบหรือไม่
คำตอบ: ไม่ต้องดมยาสลบ เป็นหัตถการแบบผู้ป่วยนอกที่ไม่รุกราน ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้ทันทีหลังเข้ารับบริการแต่ละครั้ง
คำถาม 4: ไตเสื่อมระยะ 3-4 ต้องฟอกไตทันทีหรือไม่
คำตอบ: ไม่จำเป็น การฟอกไตหรือการบำบัดทดแทนไตมักเริ่มเมื่อเข้าสู่ไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 5 หรือไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งค่า eGFR ต่ำกว่า 15 mL/min/1.73m² ร่วมกับมีอาการที่บ่งชี้ว่าไตทำงานไม่เพียงพอต่อร่างกาย
คำถาม 5: eHAT สามารถใช้แทนการฟอกไตได้หรือไม่
คำตอบ: ไม่ได้ eHAT มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการประคับประคองการทำงานของไต ไม่สามารถใช้ทดแทนการฟอกไตหรือการรักษามาตรฐานได้ และไม่ใช่การรับประกันว่าผู้ป่วยจะไม่ต้องฟอกไตในอนาคต




