ผู้เขียนบทความ
ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)
ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
เบาหวานคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องค่อย ๆ ทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดฝอยภายในไต สำหรับผู้ที่มีทั้งโรคเบาหวานและ CKD การวางแผนอาหารจึงมีความซับซ้อนกว่าการ “ลดหวาน” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต การทำงานของไต ภาวะโภชนาการ ตลอดจนระดับโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสของแต่ละบุคคล
NIDDK ระบุว่า การดูแลระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเป้าหมาย เป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดและการดำเนินโรคไตจากเบาหวาน
ไม่ใช่แค่ “งดน้ำตาล” แต่ต้องจัดการคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม
อาหารประเภทข้าว แป้ง เส้น ผลไม้ นม และอาหารที่เติมน้ำตาล ล้วนเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสและส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด การควบคุมเบาหวานจึงควรพิจารณาทั้ง
- ชนิดของคาร์โบไฮเดรต
- ปริมาณต่อมื้อ
- ความสม่ำเสมอของเวลารับประทานอาหาร
- ปริมาณน้ำตาลเติมเพิ่ม
- ยาหรืออินซูลินที่ใช้ร่วมด้วย
ไม่ควรงดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เนื่องจากอาจทำให้พลังงานไม่เพียงพอและทำให้รูปแบบอาหารไม่สมดุล
โปรตีนต้อง “เพียงพอ แต่ไม่มากเกินความจำเป็น”
ผู้ที่เป็นเบาหวานอาจคุ้นเคยกับรูปแบบอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำและโปรตีนสูง แต่เมื่อมี CKD ร่วมด้วย การรับประทานโปรตีนในปริมาณสูงอาจไม่เหมาะสม
สำหรับผู้ใหญ่ที่มี CKD ระยะ G3–G5 และยังไม่ได้ฟอกไต แนวทาง CKD โดยทั่วไปให้ความสำคัญกับการได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอโดยไม่มากเกินความจำเป็น การกำหนดปริมาณควรพิจารณาจากน้ำหนักตัว ภาวะโภชนาการ ระยะ CKD และแผนการรักษา
โซเดียมสำคัญต่อทั้งไตและความดันโลหิต
ผู้ป่วยเบาหวานและ CKD มักมีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงร่วมด้วย อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส น้ำซุป และอาหารจากร้านอาหารสามารถเป็นแหล่งโซเดียมสำคัญ การลดโซเดียมจึงช่วยสนับสนุนการควบคุมความดันโลหิตและลดภาวะคั่งของน้ำ
ผลไม้ไม่จำเป็นต้องงด แต่ต้องพิจารณาสองเรื่องพร้อมกัน
สำหรับผู้ที่มีเบาหวานร่วมกับ CKD การเลือกผลไม้ต้องคำนึงถึงทั้ง
- ปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล
- ปริมาณโพแทสเซียม
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ระดับโพแทสเซียมปกติอาจมีตัวเลือกผลไม้กว้างกว่า แต่ยังต้องควบคุมส่วนบริโภคเพื่อไม่ให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ในทางกลับกัน หากมีภาวะโพแทสเซียมสูง อาจต้องเลือกทั้งชนิดและปริมาณผลไม้ให้เหมาะสม
เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน
น้ำผลไม้ สมูทตี น้ำมะพร้าว เครื่องดื่มสมุนไพร และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพบางชนิด อาจมีน้ำตาลหรือโพแทสเซียมในปริมาณสูง โดยเฉพาะน้ำผลไม้และสมูทตี ซึ่งสามารถรวมผลไม้หลายส่วนไว้ในเครื่องดื่มเพียงหนึ่งแก้ว ทำให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตและโพแทสเซียมในปริมาณมากภายในเวลาอันสั้น
แนวทางจัดจานอาหารอย่างง่าย
การวางแผนอาหารสามารถเริ่มจากการกำหนดสัดส่วนในจานอย่างเหมาะสม เช่น
- เลือกคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับน้ำตาล
- เลือกโปรตีนในปริมาณตามคำแนะนำเฉพาะบุคคล
- เพิ่มผักที่เหมาะสมกับระดับโพแทสเซียม
- ลดอาหารทอด อาหารแปรรูป และซอสปรุงรส
- เลือกน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มไม่เติมน้ำตาล หากไม่มีข้อจำกัดด้านของเหลว
อย่างไรก็ตาม ไม่มี “จานอาหารสำหรับโรคไตและเบาหวาน” รูปแบบเดียวที่เหมาะกับทุกคน
การติดตามผลสำคัญกว่าการตั้งข้อห้าม
แผนอาหารควรได้รับการปรับตามผลตรวจ เช่น ระดับน้ำตาล HbA1c, eGFR, UACR, โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงน้ำหนักและภาวะโภชนาการ
NIDDK เน้นว่าไม่มีแผนอาหารแบบเดียวสำหรับผู้ป่วย CKD ทุกคน และความต้องการทางโภชนาการสามารถเปลี่ยนแปลงเมื่อโรคไตดำเนินไป
ผู้ที่มีเบาหวานร่วมกับโรคไตเรื้อรังไม่ควรมุ่งควบคุมเฉพาะน้ำตาล แต่ควรดูภาพรวมของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส พลังงาน และภาวะโภชนาการ การวางแผนอาหารเฉพาะบุคคลจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลทั้งระดับน้ำตาลและสุขภาพไตไปพร้อมกัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเบาหวานและโรคไตเรื้อรัง
คำถาม 1: เป็นเบาหวานและโรคไตเรื้อรังต้องงดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตหรือไม่?
คำตอบ: ไม่ควรงดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เนื่องจากอาจทำให้ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการเลือกชนิดและควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตในแต่ละมื้อให้เหมาะสมกับระดับน้ำตาลและแผนการรักษา
คำถาม 2: ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตร่วมด้วยสามารถรับประทานโปรตีนสูงได้หรือไม่?
คำตอบ: เมื่อมีโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย การรับประทานโปรตีนในปริมาณสูงอาจไม่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มี CKD ระยะ G3–G5 และยังไม่ได้ฟอกไต ปริมาณโปรตีนควรพิจารณาจากระยะของโรคไต น้ำหนักตัว ภาวะโภชนาการ และแผนการรักษา
คำถาม 3: ผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตสามารถรับประทานผลไม้ได้หรือไม่?
คำตอบ: สามารถรับประทานผลไม้ได้ในหลายกรณี แต่ต้องพิจารณาทั้งปริมาณคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และโพแทสเซียม ผู้ที่มีระดับโพแทสเซียมสูงอาจต้องเลือกชนิดและปริมาณผลไม้ให้เหมาะสมมากขึ้น
คำถาม 4: น้ำผลไม้และสมูทตีเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตหรือไม่?
คำตอบ: น้ำผลไม้และสมูทตีอาจมีน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต และโพแทสเซียมในปริมาณสูง เนื่องจากสามารถรวมผลไม้หลายส่วนไว้ในเครื่องดื่มเพียงหนึ่งแก้ว จึงควรพิจารณาปริมาณและความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
คำถาม 5: ผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตควรติดตามผลตรวจอะไรบ้างเพื่อวางแผนอาหาร?
คำตอบ: ควรพิจารณาผลตรวจหลายด้านร่วมกัน เช่น ระดับน้ำตาล HbA1c, eGFR, UACR, โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงน้ำหนักตัวและภาวะโภชนาการ เพื่อช่วยปรับแผนอาหารให้เหมาะกับสภาวะของแต่ละบุคคล
เอกสารอ้างอิง
- KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Diabetic Kidney Disease.
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Living with Diabetes.
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.




