ผู้ป่วยโรคไตกับการดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมตามระยะของโรคไต
ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละเท่าไร? ทำความเข้าใจเรื่อง “น้ำ” ให้เหมาะกับระยะของโรคไต

ผู้เขียนบทความ

ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)
ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

หนึ่งในคำแนะนำที่ผู้ป่วยโรคไตได้ยินบ่อยที่สุดคือ “เป็นโรคไตต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยล้างไต”

ในทางกลับกัน ผู้ป่วยบางรายได้รับคำแนะนำว่า “เป็นโรคไตต้องจำกัดน้ำ”

ความจริงคือ ไม่มีปริมาณน้ำมาตรฐานหนึ่งค่า ที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตทุกคน ปริมาณน้ำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรคไต ความสามารถในการขับปัสสาวะ ภาวะบวม การทำงานของหัวใจ ระดับโซเดียมในเลือด ยาที่ใช้ และรูปแบบการรักษา

ผู้ป่วย CKD ระยะแรกจำเป็นต้องจำกัดน้ำหรือไม่?

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรกจำนวนมากที่ยังมีปริมาณปัสสาวะปกติและไม่มีภาวะคั่งของน้ำ อาจไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำอย่างเข้มงวด

National Kidney Foundation ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไตระยะแรกส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำ แต่เมื่อโรคไตดำเนินมากขึ้น ทีมรักษาอาจพิจารณาว่าจำเป็นต้องจำกัดน้ำหรือไม่ และควรจำกัดในระดับใด

ดื่มน้ำมากไม่ได้หมายความว่าไตจะดีขึ้นเสมอไป

การดื่มน้ำให้เพียงพอมีความสำคัญต่อร่างกาย แต่การดื่มน้ำในปริมาณมากเกินความต้องการไม่ได้หมายความว่าจะสามารถ “ล้างของเสีย” หรือทำให้ค่าไตกลับมาปกติ

ในผู้ที่ไตไม่สามารถขับน้ำออกได้ดี น้ำส่วนเกินอาจสะสมในร่างกาย และอาจทำให้เกิดอาการหรือภาวะต่าง ๆ เช่น

  • บวมบริเวณเท้า ขา หรือใบหน้า
  • น้ำหนักเพิ่มจากการคั่งของน้ำ
  • ความดันโลหิตสูง
  • หายใจเหนื่อย
  • ภาวะน้ำเกิน
  • เพิ่มภาระต่อหัวใจ

NIDDK ระบุว่าผู้ป่วย CKD บางรายจำเป็นต้องจำกัดน้ำ เนื่องจากไตที่เสียหน้าที่อาจไม่สามารถกำจัดน้ำส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใครบ้างที่อาจต้องจำกัดน้ำ?

การจำกัดน้ำอาจได้รับการพิจารณาในผู้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้

  • ปัสสาวะออกน้อย
  • อาการบวม
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำบางประเภท
  • CKD ระยะท้าย
  • การฟอกเลือดหรือการบำบัดทดแทนไตบางรูปแบบ

ปริมาณที่เหมาะสมควรกำหนดโดยแพทย์หรือนักกำหนดอาหารตามภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย

“น้ำ” ไม่ได้หมายถึงน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว

เมื่อมีคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ต้องคำนึงถึงของเหลวทั้งหมดที่บริโภคในแต่ละวัน เช่น

  • น้ำเปล่า
  • ชาและกาแฟ
  • นม
  • น้ำผลไม้
  • น้ำมะพร้าว
  • น้ำซุป
  • โจ๊กหรือข้าวต้มที่มีน้ำมาก
  • น้ำแข็ง
  • เจลาตินและอาหารที่ละลายเป็นของเหลว

ดังนั้น ผู้ป่วยที่ได้รับคำแนะนำให้ควบคุมของเหลวจึงควรนับ “ปริมาณของเหลวรวม” ไม่ใช่นับเฉพาะน้ำดื่ม

โซเดียมกับความกระหายน้ำมีความสัมพันธ์กัน

อาหารเค็มสามารถเพิ่มความกระหายน้ำและทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น ดังนั้น ผู้ป่วยที่ต้องจำกัดน้ำควรควบคุมโซเดียมควบคู่กัน เพราะหากยังรับประทานอาหารเค็มมาก การควบคุมปริมาณน้ำจะทำได้ยากขึ้น

สังเกตอาการที่อาจบ่งชี้ภาวะน้ำเกิน

ควรปรึกษาแพทย์หากพบอาการต่อไปนี้

  • น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว
  • ขาหรือเท้าบวมมากขึ้น
  • ใบหน้าบวม
  • หายใจลำบากหรือเหนื่อยง่าย
  • นอนราบแล้วหายใจไม่สะดวก
  • ปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจน

NIDDK แนะนำให้ผู้ป่วยติดต่อทีมรักษาหากสังเกตพบอาการบวมบริเวณใบหน้า แขน ขา หรือช่องท้อง

ในทางกลับกัน ไม่ควรดื่มน้ำน้อยเกินไป

การจำกัดน้ำโดยไม่มีข้อบ่งชี้อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย หรือออกกำลังกาย

ภาวะขาดน้ำอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงและส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปยังไต ดังนั้น ทั้ง “น้ำมากเกินไป” และ “น้ำน้อยเกินไป” ต่างไม่เหมาะสม

ปริมาณน้ำที่เหมาะสมต้องเป็นรายบุคคล

การกำหนดปริมาณน้ำควรพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เช่น

  • ระยะ CKD
  • ปริมาณปัสสาวะ
  • น้ำหนักตัว
  • อาการบวม
  • ความดันโลหิต
  • ระดับโซเดียมในเลือด
  • ภาวะหัวใจ
  • ยาที่ได้รับ
  • การฟอกไต

จึงไม่ควรใช้คำแนะนำแบบเดียว เช่น “วันละ 2 ลิตร” หรือ “วันละ 3 ลิตร” กับผู้ป่วยโรคไตทุกคน

ผู้ป่วยโรคไตไม่ได้จำเป็นต้อง “ดื่มน้ำมาก” หรือ “จำกัดน้ำ” เหมือนกันทุกคน แนวทางที่เหมาะสมคือดื่มน้ำตามความต้องการและสภาวะทางการแพทย์ โดยได้รับการประเมินจากทีมรักษาเมื่อมี CKD ระยะมากขึ้น มีอาการบวม ปัสสาวะลดลง หรือได้รับการฟอกไต

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดื่มน้ำในผู้ป่วยโรคไต

คำถาม 1: ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตร?

คำตอบ: ไม่มีปริมาณน้ำมาตรฐานหนึ่งค่าที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตทุกคน ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรคไต ปริมาณปัสสาวะ อาการบวม ภาวะหัวใจ ระดับโซเดียมในเลือด ยาที่ได้รับ และรูปแบบการรักษา

คำถาม 2: ผู้ป่วยโรคไตต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยล้างไตหรือไม่?

คำตอบ: การดื่มน้ำในปริมาณมากเกินความต้องการไม่ได้หมายความว่าจะช่วย “ล้างไต” หรือทำให้ค่าไตกลับมาปกติ และในผู้ที่ไตขับน้ำออกได้ไม่ดี น้ำส่วนเกินอาจสะสมในร่างกายได้

คำถาม 3: ผู้ป่วยโรคไตระยะแรกต้องจำกัดน้ำหรือไม่?

คำตอบ: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรกจำนวนมากที่ยังมีปริมาณปัสสาวะปกติและไม่มีภาวะคั่งของน้ำ อาจไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ควรประเมินเป็นรายบุคคล

คำถาม 4: หากแพทย์ให้จำกัดน้ำ ต้องนับเฉพาะน้ำเปล่าหรือไม่?

คำตอบ: ไม่ใช่ เมื่อมีคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ควรนับของเหลวทั้งหมด เช่น น้ำเปล่า ชา กาแฟ นม น้ำผลไม้ น้ำซุป น้ำแข็ง และอาหารที่มีน้ำมากหรือสามารถละลายเป็นของเหลวได้

คำถาม 5: มีอาการอะไรที่อาจบ่งชี้ว่าร่างกายมีน้ำเกิน?

คำตอบ: อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว ขาหรือเท้าบวม ใบหน้าบวม หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย นอนราบแล้วหายใจไม่สะดวก หรือมีปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจน

เอกสารอ้างอิง

  1. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.
  2. National Kidney Foundation. Nutrition and Kidney Disease, Stages 1–5.
  3. National Kidney Foundation. Healthy Hydration and Your Kidneys.
  4. KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.
Scroll to Top