<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรคไต Archives - Airmed Clinic</title>
	<atom:link href="https://www.airmedclinic.com/category/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%95/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.airmedclinic.com/category/โรคไต/</link>
	<description>Just another WordPress site</description>
	<lastBuildDate>Fri, 18 Sep 2026 11:03:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.1</generator>
	<item>
		<title>ไตเสื่อมระยะ 3-4 ไม่ต้องฟอกไตทันที! 4 ทางเลือกดูแลไต พร้อมเทคโนโลยีเสริม Shockwave eHAT</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/ckd-stage-3-4-alternatives-to-dialysis/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/ckd-stage-3-4-alternatives-to-dialysis/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 03:42:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=559</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทความโดย: พญ.พาวิกา วัชระการุณกิจ ว.68855 แพทย์ประจำ Airmed Clinic ทบทวนล่าสุด: 11 กันยายน 2569 ได้ยินคำว่า &#8220;ไตเสื่อมระยะ 3-4&#8221; แล้วใจหาย เพราะคิดว่าการฟอกไตคือขั้นตอนถัดไปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ระหว่างวันที่ได้รับการวินิจฉัยกับวันที่ต้องฟอกไต ยังมีช่วงเวลาสำคัญที่สามารถดูแลและชะลอไตเสื่อมได้ หากได้รับการประเมินและดูแลอย่างถูกต้อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/ckd-stage-3-4-alternatives-to-dialysis/">ไตเสื่อมระยะ 3-4 ไม่ต้องฟอกไตทันที! 4 ทางเลือกดูแลไต พร้อมเทคโนโลยีเสริม Shockwave eHAT</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความโดย:</strong> พญ.พาวิกา วัชระการุณกิจ ว.68855 แพทย์ประจำ Airmed Clinic</p>
<p><strong>ทบทวนล่าสุด:</strong> 11 กันยายน 2569</p>
<p>ได้ยินคำว่า &#8220;ไตเสื่อมระยะ 3-4&#8221; แล้วใจหาย เพราะคิดว่าการฟอกไตคือขั้นตอนถัดไปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ระหว่างวันที่ได้รับการวินิจฉัยกับวันที่ต้องฟอกไต ยังมีช่วงเวลาสำคัญที่สามารถดูแลและชะลอไตเสื่อมได้ หากได้รับการประเมินและดูแลอย่างถูกต้อง</p>
<h2>ไตเสื่อมระยะ 3-4 คืออะไร</h2>
<p>ไตเสื่อมระยะ 3-4 คือระยะที่การทำงานของไตซึ่งวัดจากค่า eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) ลดลงอยู่ระหว่าง 15-59 mL/min/1.73m² ซึ่งถือว่าไตเสื่อมระดับปานกลางถึงรุนแรง แต่ยังไม่ถึงระยะสุดท้าย โดยสามารถแบ่งระยะได้ดังนี้</p>
<table>
<thead>
<tr>
<th>ระยะ</th>
<th>ค่า eGFR (mL/min/1.73m²)</th>
<th>ความหมาย</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>ระยะ 3a</td>
<td>45–59</td>
<td>ไตเสื่อมเรื้อรังเล็กน้อยถึงปานกลาง</td>
</tr>
<tr>
<td>ระยะ 3b</td>
<td>30–44</td>
<td>ไตเสื่อมเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง</td>
</tr>
<tr>
<td>ระยะ 4</td>
<td>15–29</td>
<td>ไตเสื่อมเรื้อรังระดับรุนแรง ใกล้ระยะสุดท้าย</td>
</tr>
<tr>
<td>ระยะ 5 (ESRD)</td>
<td>ต่ำกว่า 15</td>
<td>ไตวายระยะสุดท้าย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 3 ส่วนใหญ่มักยังไม่มีอาการชัดเจน ขณะที่ผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 4 อาจเริ่มมีอาการผิดปกติได้</p>
<h2>อาการโรคไตเสื่อมที่พบบ่อย</h2>
<ul>
<li>ขาหรือหน้าบวมมากขึ้น</li>
<li>ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมีฟองมาก</li>
<li>เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียมากขึ้น</li>
<li>ความดันโลหิตสูงขึ้น</li>
<li>คลื่นไส้ เบื่ออาหาร รู้สึกขมในปาก</li>
<li>ผิวแห้ง คันตามผิวหนัง หรือมีจ้ำเลือดขึ้นง่าย</li>
<li>เป็นตะคริว หรือมีกล้ามเนื้อกระตุกบ่อยๆ</li>
</ul>
<h2>สัญญาณที่ควรรีบปรึกษาแพทย์</h2>
<ul>
<li>ปัสสาวะออกน้อยลงหรือปัสสาวะไม่ออกเลย</li>
<li>เหนื่อย นอนราบไม่ได้ หายใจลำบาก</li>
<li>ความดันโลหิตสูงขึ้น และควบคุมไม่ได้</li>
<li>เบื่ออาหารรุนแรง หรือซึมลง</li>
</ul>
<h2>ไตเสื่อมระยะ 3-4 ต้องฟอกไตเลยหรือไม่</h2>
<p>คำตอบคือ ไม่จำเป็น การฟอกไตหรือการบำบัดทดแทนไตมักเริ่มเมื่อเข้าสู่ไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 5 หรือที่เรียกว่า ไตวายระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease) ซึ่งค่า eGFR ต่ำกว่า 15 mL/min/1.73m² ร่วมกับมีอาการที่บ่งชี้ว่าไตทำงานไม่เพียงพอต่อร่างกายแล้วเท่านั้น</p>
<p>เป้าหมายหลักของการดูแลผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 3-4 คือ การชะลอการดำเนินโรคให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ผู้ป่วยมีเวลาใช้ชีวิตตามปกติได้นานที่สุด ก่อนต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดทดแทนไต</p>
<h2>ทางเลือกแทนการฟอกไต สำหรับผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 3-4 มีอะไรบ้าง</h2>
<p>การดูแลผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 3-4 อย่างเหมาะสม มักประกอบด้วยหลายแนวทางร่วมกัน ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ได้แก่</p>
<h2>1. ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด</h2>
<p>ความดันโลหิตสูงเป็นทั้งสาเหตุและผลของโรคไตเรื้อรัง หากควบคุมได้ไม่ดีจะเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น แพทย์มักตั้งเป้าควบคุมความดันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามแนวทางเวชปฏิบัติ รวมถึงการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน</p>
<h2>2. ปรับโภชนาการและพฤติกรรมให้เหมาะสม</h2>
<p>ควรปรับโภชนาการและพฤติกรรมตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ เช่น</p>
<ul>
<li>จำกัดโปรตีน</li>
<li>ลดหรืองดอาหารโซเดียมสูง เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารเค็ม และระวังการใช้เครื่องปรุงรส</li>
<li>ระวังอาหาร ผัก หรือผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย ทุเรียน ผักขม คะน้า ฟักทอง เป็นต้น</li>
<li>ระวังอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น นมวัว โยเกิร์ต ชีส เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ไส้กรอก ชา กาแฟ เป็นต้น</li>
<li>งดสูบบุหรี่</li>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อไต เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs</li>
</ul>
<h2>3. การใช้ยาตามแนวทางเวชปฏิบัติ</h2>
<p>ยากลุ่ม ACE inhibitors, ARB หรือ SGLT2 inhibitors เป็นตัวอย่างยาที่แพทย์อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังเพื่อช่วยชะลอภาวะไตเสื่อม ควบคู่ไปกับการติดตามค่า eGFR ครีอาตินิน (Creatinine) และค่าโปรตีนรั่วในปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ</p>
<h2>4. เทคโนโลยีเสริม Low-intensity Extracorporeal Shockwave Therapy แบบ eHAT</h2>
<p>สำหรับผู้ที่ต้องการทางเลือกเสริมนอกเหนือจากการดูแลมาตรฐานที่กล่าวไปข้างต้น เทคโนโลยี Low-intensity Extracorporeal Shockwave Therapy แบบ eHAT (electro-Hydraulic Acoustic Therapy) เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่นำมาใช้ดูแลผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 3-4 โดยไม่ใช่การทดแทนการรักษามาตรฐาน แต่เป็นเทคโนโลยีเสริมภายใต้การประเมินของแพทย์</p>
<h2>Shockwave eHAT คืออะไร ทำงานอย่างไร</h2>
<p>เทคโนโลยี eHAT คือการส่งคลื่นช็อคเวฟพลังงานต่ำ (Low-intensity Extracorporeal Shockwave Therapy) ไปยังบริเวณไตโดยตรง โดยมีความแตกต่างสำคัญจาก shockwave พลังงานสูงที่ใช้สลายนิ่วในไต</p>
<p>eHAT ไม่ได้มีเป้าหมายทำลายเนื้อเยื่อหรือสลายก้อนนิ่ว แต่เป็นการส่งแรงกระตุ้นเชิงกลระดับต่ำ เพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางชีวภาพของเนื้อเยื่อไต</p>
<p>กลไกการทำงานประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก:</p>
<ul>
<li><strong>Ultrasound-guided Targeting</strong> — ใช้อัลตราซาวนด์ช่วยกำหนดตำแหน่งบริเวณไตอย่างแม่นยำก่อนเริ่มทำหัตถการ</li>
<li><strong>Low-energy eHAT Delivery</strong> — ส่งคลื่นช็อคเวฟพลังงานต่ำไปยัง 8 จุดสำคัญของไต</li>
<li><strong>Mechanotransduction</strong> — แรงกระตุ้นเชิงกลกระตุ้นให้เซลล์เปลี่ยนสัญญาณเป็นการตอบสนองทางชีวภาพ</li>
<li><strong>Microvascular Support</strong> — สนับสนุนการไหลเวียนเลือดระดับจุลภาคและให้ออกซิเจนแก่เนื้อเยื่อไต</li>
</ul>
<h2>ข้อควรทราบเกี่ยวกับ eHAT</h2>
<p>eHAT มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการประคับประคองการทำงานของไต ไม่สามารถใช้ทดแทนการฟอกไตหรือการรักษามาตรฐานได้ และไม่ใช่การรับประกันว่าผู้ป่วยจะไม่ต้องฟอกไตในอนาคต</p>
<p>ผลลัพธ์ของหัตถการในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย โรคประจำตัว การรับประทานอาหาร และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย</p>
<h2>ใครควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการทำหัตถการ eHAT เพื่อประคับประคองการทำงานของไต</h2>
<p>eHAT เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อมระยะ 3-4 ที่ต้องการทางเลือกเสริมเพื่อประคับประคองการทำงานของไต นอกเหนือจากการดูแลมาตรฐาน โดยรับบริการแบบผู้ป่วยนอก ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีบาดแผล และไม่ต้องพักฟื้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ โดยพิจารณาจากประวัติสุขภาพ ระยะของโรค และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ โดยผู้ที่สนใจควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจ</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย</h2>
<h3>คำถาม 1: ไตเสื่อมระยะ 3-4 กลับมาเป็นปกติได้ไหม</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> โดยทั่วไปไตที่เสื่อมแล้วมักไม่สามารถกลับสู่สภาพปกติได้ 100% แต่เป้าหมายของการดูแลคือการชะลอไตเสื่อมและประคับประคองการทำงานของไตให้คงอยู่ได้นานที่สุด ควบคู่กับการรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง</p>
<h3>คำถาม 2: eHAT ต่างจาก shockwave สลายนิ่วในไตอย่างไร</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> eHAT ใช้คลื่นช็อคเวฟพลังงานต่ำกว่ามากและไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำลายเนื้อเยื่อหรือสลายก้อนนิ่ว แต่เป็นการกระตุ้นเชิงชีวภาพของเนื้อเยื่อไตในระดับจุลภาค</p>
<h3>คำถาม 3: เข้ารับบริการ eHAT เจ็บไหม ต้องดมยาสลบหรือไม่</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่ต้องดมยาสลบ เป็นหัตถการแบบผู้ป่วยนอกที่ไม่รุกราน ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้ทันทีหลังเข้ารับบริการแต่ละครั้ง</p>
<h3>คำถาม 4: ไตเสื่อมระยะ 3-4 ต้องฟอกไตทันทีหรือไม่</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่จำเป็น การฟอกไตหรือการบำบัดทดแทนไตมักเริ่มเมื่อเข้าสู่ไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 5 หรือไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งค่า eGFR ต่ำกว่า 15 mL/min/1.73m² ร่วมกับมีอาการที่บ่งชี้ว่าไตทำงานไม่เพียงพอต่อร่างกาย</p>
<h3>คำถาม 5: eHAT สามารถใช้แทนการฟอกไตได้หรือไม่</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่ได้ eHAT มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการประคับประคองการทำงานของไต ไม่สามารถใช้ทดแทนการฟอกไตหรือการรักษามาตรฐานได้ และไม่ใช่การรับประกันว่าผู้ป่วยจะไม่ต้องฟอกไตในอนาคต</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/ckd-stage-3-4-alternatives-to-dialysis/">ไตเสื่อมระยะ 3-4 ไม่ต้องฟอกไตทันที! 4 ทางเลือกดูแลไต พร้อมเทคโนโลยีเสริม Shockwave eHAT</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/ckd-stage-3-4-alternatives-to-dialysis/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมในผู้ป่วยโรคไต: “ธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/herbal-vitamins-supplements-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/herbal-vitamins-supplements-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 11:14:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=546</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล “ทำจากธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคจำนวนมากต้องการดูแลสุขภาพ เพิ่มพลังงาน เสริมภูมิคุ้มกัน หรือหาทางเลือกเสริมในการดูแลโรคเรื้อรัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/herbal-vitamins-supplements-kidney-disease/">สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมในผู้ป่วยโรคไต: “ธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><strong>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</strong><br />
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)<br />
ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>
<p>“ทำจากธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคจำนวนมากต้องการดูแลสุขภาพ เพิ่มพลังงาน เสริมภูมิคุ้มกัน หรือหาทางเลือกเสริมในการดูแลโรคเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง คำว่า “จากธรรมชาติ” “ออร์แกนิก” หรือ “สมุนไพร” ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะปลอดภัยสำหรับไตหรือเหมาะกับผู้ป่วยทุกคน</p>
<p>National Kidney Foundation ระบุว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพรบางประเภทสามารถเป็นอันตรายต่อผู้ที่มี CKD ผู้ที่ฟอกไต และผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้</p>
<h2>ทำไมผู้ป่วยโรคไตจึงต้องระวังมากกว่าคนทั่วไป?</h2>
<p>ไตมีบทบาทในการขับของเสีย ยา และสารบางชนิดออกจากร่างกาย เมื่อการทำงานของไตลดลง สารบางประเภทอาจถูกกำจัดออกได้ช้าลงและเกิดการสะสม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจมีแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือแมกนีเซียมในปริมาณสูง ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางราย</p>
<h2>“วิตามิน” ก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่งมากยิ่งดี</h2>
<p>ผู้ป่วยบางรายรับประทาน multivitamin หลายชนิดพร้อมกัน หรือใช้วิตามินในปริมาณสูงโดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน แต่ความต้องการวิตามินและแร่ธาตุของผู้ป่วย CKD แตกต่างกันตามระยะโรค อาหาร และการรักษา การใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดพร้อมกันยังเพิ่มโอกาสได้รับสารอาหารบางประเภทซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว</p>
<h2>ระวังอาหารเสริมที่มีโพแทสเซียม</h2>
<p>ในผู้ป่วยที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง อาหารเสริมที่มี potassium เพิ่มเติมอาจเพิ่มความเสี่ยงได้ National Kidney Foundation แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่มีโพแทสเซียม และหากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการเสริมโพแทสเซียมโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ</p>
<h2>ผลิตภัณฑ์ “Detox” หรือ “ล้างไต” ควรระวัง</h2>
<p>คำโฆษณา เช่น Detox, Kidney Cleanse, ล้างไต, ขับสารพิษ, ขับปัสสาวะ หรือฟื้นฟูไต ไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิผลหรือปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย CKD</p>
<p>ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ มีผลต่อความดันโลหิต หรือมีส่วนประกอบหลายชนิดที่ยากต่อการประเมิน การเพิ่มปริมาณปัสสาวะไม่ได้หมายความว่าการทำงานของไตดีขึ้นเสมอไป</p>
<h2>อาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนักหรือเพิ่มกล้ามเนื้อ</h2>
<p>ผลิตภัณฑ์สำหรับลดน้ำหนัก เพิ่มพลังงาน หรือเสริมสร้างกล้ามเนื้ออาจมีส่วนประกอบหลายชนิด และบางผลิตภัณฑ์อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มี CKD</p>
<p>National Kidney Foundation เตือนว่าผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังเป็นพิเศษกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการลดน้ำหนัก การสร้างกล้ามเนื้อ หรือการเพิ่มพลังงาน</p>
<h2>สมุนไพรอาจมีปฏิกิริยากับยา</h2>
<p>ผู้ป่วย CKD จำนวนมากใช้ยาสำหรับควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน ระดับไขมัน ป้องกันการแข็งตัวของเลือด หรือควบคุมภาวะแทรกซ้อนของไต</p>
<p>สมุนไพรหรืออาหารเสริมบางชนิดอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง</p>
<p>ดังนั้นจึงควรแจ้งทีมรักษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นยา วิตามิน สมุนไพร ชา สมุนไพรจีน ผลิตภัณฑ์ผงชงดื่ม หรืออาหารเสริมที่ซื้อทางออนไลน์</p>
<h2>ก่อนซื้ออาหารเสริม ควรถาม 5 คำถาม</h2>
<ol>
<li>จำเป็นต้องใช้จริงหรือไม่?</li>
<li>มีส่วนประกอบอะไรบ้าง?</li>
<li>มีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือแร่ธาตุอื่นเพิ่มเติมหรือไม่?</li>
<li>มีปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่หรือไม่?</li>
<li>มีข้อมูลความปลอดภัยในผู้ป่วย CKD หรือไม่?</li>
</ol>
<p>หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ควรนำผลิตภัณฑ์หรือฉลากไปปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหารก่อนเริ่มใช้</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมในผู้ป่วยโรคไต</h2>
<h3>คำถาม 1: ผู้ป่วยโรคไตสามารถรับประทานสมุนไพรหรืออาหารเสริมได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพรบางประเภทสามารถเป็นอันตรายต่อผู้ที่มี CKD ผู้ที่ฟอกไต และผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้ ดังนั้นควรพิจารณาส่วนประกอบและปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหารก่อนเริ่มใช้</p>
<h3>คำถาม 2: ผู้ป่วยโรคไตสามารถรับประทานวิตามินรวมได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ความต้องการวิตามินและแร่ธาตุของผู้ป่วย CKD แตกต่างกันตามระยะของโรค อาหาร และการรักษา การใช้ multivitamin หรือวิตามินหลายชนิดพร้อมกันอาจทำให้ได้รับสารอาหารบางประเภทซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว</p>
<h3>คำถาม 3: ทำไมผู้ป่วยโรคไตต้องระวังอาหารเสริมที่มีโพแทสเซียม?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในผู้ป่วยที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง อาหารเสริมที่มี potassium เพิ่มเติมอาจเพิ่มความเสี่ยงได้ หากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการเสริมโพแทสเซียมโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ</p>
<h3>คำถาม 4: ผลิตภัณฑ์ Detox หรือผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่า “ล้างไต” ช่วยให้ไตทำงานดีขึ้นหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> คำโฆษณา เช่น Detox, Kidney Cleanse, ล้างไต หรือขับสารพิษ ไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิผลหรือปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย CKD และการเพิ่มปริมาณปัสสาวะไม่ได้หมายความว่าการทำงานของไตดีขึ้นเสมอไป</p>
<h3>คำถาม 5: ก่อนเริ่มใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริม ผู้ป่วยโรคไตควรทำอย่างไร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ควรตรวจสอบส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ รวมถึงโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และแร่ธาตุอื่น พิจารณาว่ามีปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่หรือไม่ และควรนำผลิตภัณฑ์หรือฉลากไปปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหารก่อนเริ่มใช้</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>National Kidney Foundation. <em>The Hidden Risks of Herbal Supplements and Vitamins for People with CKD.</em> 2026.</li>
<li>National Kidney Foundation. <em>Key Things to Know Before Taking Supplements.</em></li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. <em>Managing Chronic Kidney Disease.</em></li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. <em>Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</em></li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/herbal-vitamins-supplements-kidney-disease/">สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมในผู้ป่วยโรคไต: “ธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/herbal-vitamins-supplements-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างไรเมื่อเป็นโรคไตเรื้อรัง: เลือกเมนูอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องงดการเข้าสังคม</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/eating-out-with-chronic-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/eating-out-with-chronic-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 11:06:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=543</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นโรคไตแล้วยังออกไปทานข้าวนอกบ้านกับเพื่อนได้ไหม? คำตอบคือได้ การเป็นโรคไตเรื้อรังไม่ได้หมายความว่าจะต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนอกบ้านหรือปฏิเสธทุกกิจกรรมทางสังคม สิ่งสำคัญคือการรู้จักเลือกเมนูและปรับรูปแบบการรับประทานให้เหมาะกับระยะของโรคไต ผลเลือด และข้อจำกัดทางโภชนาการของตนเอง หนึ่งในประเด็นสำคัญของอาหารนอกบ้านคือ โซเดียม เนื่องจากอาหารจากร้านอาหาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/eating-out-with-chronic-kidney-disease/">รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างไรเมื่อเป็นโรคไตเรื้อรัง: เลือกเมนูอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องงดการเข้าสังคม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><em>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</em><br />
<em>นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)</em><br />
<em>ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)</em><br />
<em>สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</em></p>
<p>เป็นโรคไตแล้วยังออกไปทานข้าวนอกบ้านกับเพื่อนได้ไหม? คำตอบคือได้ การเป็นโรคไตเรื้อรังไม่ได้หมายความว่าจะต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนอกบ้านหรือปฏิเสธทุกกิจกรรมทางสังคม สิ่งสำคัญคือการรู้จักเลือกเมนูและปรับรูปแบบการรับประทานให้เหมาะกับระยะของโรคไต ผลเลือด และข้อจำกัดทางโภชนาการของตนเอง</p>
<p>หนึ่งในประเด็นสำคัญของอาหารนอกบ้านคือ <strong>โซเดียม</strong> เนื่องจากอาหารจากร้านอาหาร อาหารสำเร็จรูป และอาหารปรุงรสสามารถให้โซเดียมสูง แม้บางเมนูจะไม่ได้มีรสเค็มอย่างชัดเจน</p>
<h2>1. เลือกวิธีปรุงก่อนเลือกชื่อเมนู</h2>
<p>เมนูที่ผ่านการต้ม นึ่ง ย่าง หรืออบ และปรุงสด มักสามารถควบคุมเครื่องปรุงได้ง่ายกว่าอาหารหมัก อาหารทอดปรุงรส อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารที่มีซอสเข้มข้น ตัวอย่างแนวทาง ได้แก่</p>
<ul>
<li>เลือกปลา ไก่ หรือเนื้อไม่ติดมันที่ปรุงสด</li>
<li>ขอซอสแยก</li>
<li>ขอปรุงรสอ่อน</li>
<li>หลีกเลี่ยงการเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือเครื่องปรุงบนโต๊ะเพิ่ม</li>
<li>ลดอาหารแปรรูปและเนื้อหมัก</li>
</ul>
<h2>2. น้ำซุปคือแหล่งโซเดียมที่ควรระวัง</h2>
<p>ก๋วยเตี๋ยว ต้มจืด สุกี้ ชาบู ราเมน และอาหารประเภทซุปสามารถมีโซเดียมจากน้ำซุปและเครื่องปรุงในปริมาณสูง หากไม่มีข้อจำกัดอื่นที่จำเป็น ผู้ป่วยสามารถลดการรับโซเดียมได้โดยรับประทานเฉพาะส่วนประกอบหลักและหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำซุปทั้งหมด</p>
<h2>3. ขอ “ซอสแยก” ช่วยควบคุมปริมาณได้ง่ายขึ้น</h2>
<p>น้ำจิ้ม น้ำสลัด ซอสเทอริยากิ ซอสเกรวี ซอสถั่วเหลือง และซอสปรุงรสต่าง ๆ สามารถเป็นแหล่งโซเดียมสำคัญ National Kidney Foundation แนะนำให้ขออาหารปรุงโดยไม่เติมเกลือเมื่อทำได้ และขอซอสหรือน้ำเกรวีแยกเพื่อช่วยควบคุมปริมาณ</p>
<h2>4. อย่าลืมเรื่องขนาดส่วนบริโภค</h2>
<p>แม้เมนูหนึ่งจะดูเหมาะสม แต่หากรับประทานในปริมาณมาก ก็อาจได้รับโปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม หรือฟอสฟอรัสมากเกินเป้าหมาย หากร้านให้ portion ใหญ่ สามารถแบ่งรับประทาน หรือแบ่งเก็บสำหรับมื้อถัดไปได้</p>
<h2>5. บุฟเฟต์ต้องใช้ “แผน” มากกว่าการห้าม</h2>
<p>การรับประทานแบบบุฟเฟต์ทำให้ควบคุมปริมาณอาหารได้ยาก และมักเพิ่มการบริโภคเนื้อสัตว์ เครื่องปรุง น้ำจิ้ม และอาหารแปรรูปโดยไม่รู้ตัว แนวทางที่ช่วยได้ คือ</p>
<ul>
<li>ตักอาหารทีละน้อย</li>
<li>เลือกโปรตีนตาม portion ที่กำหนด</li>
<li>จำกัดอาหารหมักและอาหารแปรรูป</li>
<li>หลีกเลี่ยงการจิ้มน้ำจิ้มทุกคำ</li>
<li>ไม่ดื่มน้ำซุปในปริมาณมาก</li>
<li>เลือกอาหารหลากหลายแต่ไม่จำเป็นต้องชิมทุกเมนู</li>
</ul>
<h2>6. ผู้ที่มีโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัสสูงต้องพิจารณาเพิ่ม</h2>
<p>ผู้ป่วย CKD ไม่ได้ต้องจำกัดโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัสทุกคน แต่หากผลเลือดสูง อาจต้องพิจารณาเมนูเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น เครื่องดื่ม น้ำมะพร้าว ผลไม้ปริมาณมาก อาหารที่มีสารเติมแต่งฟอสเฟต หรืออาหารแปรรูปบางชนิด อาจไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยบางราย</p>
<p>NIDDK เน้นว่าข้อจำกัดด้านโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน และของเหลวควรปรับตามสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย</p>
<h2>7. วางแผนก่อนเดินทางหรือไปงานเลี้ยง</h2>
<p>หากทราบร้านอาหารล่วงหน้า สามารถตรวจเมนูและข้อมูลโภชนาการก่อนเดินทางได้ National Kidney Foundation แนะนำให้ตรวจข้อมูลของร้านอาหารล่วงหน้าเมื่อเป็นไปได้ และเลือกเมนูที่มีโซเดียมต่ำกว่า</p>
<p>ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังสามารถรับประทานอาหารนอกบ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกว่าทุกเมนูเป็นข้อห้าม สิ่งสำคัญคือการรู้เป้าหมายทางโภชนาการของตนเองและใช้หลักง่าย ๆ ได้แก่ <strong>เลือกอาหารปรุงสด ลดซอส ลดน้ำซุป ควบคุม portion และพิจารณาผลเลือดของตนเอง</strong></p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรับประทานอาหารนอกบ้านสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>คำถาม 1. ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสามารถรับประทานอาหารนอกบ้านได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ</strong> สามารถรับประทานอาหารนอกบ้านได้ โดยควรเลือกเมนูและปรับรูปแบบการรับประทานให้เหมาะกับระยะของโรคไต ผลเลือด และข้อจำกัดทางโภชนาการของแต่ละคน</p>
<h3>คำถาม 2. ผู้ป่วยโรคไตควรเลือกเมนูแบบไหนเมื่อรับประทานอาหารนอกบ้าน?</h3>
<p><strong>คำตอบ</strong> ควรเลือกอาหารที่ปรุงสด เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง หรืออบ และสามารถขอให้ร้านปรุงรสอ่อนหรือแยกซอส เพื่อช่วยควบคุมปริมาณโซเดียมและเครื่องปรุงได้ง่ายขึ้น</p>
<h3>คำถาม 3. ผู้ป่วยโรคไตกินก๋วยเตี๋ยว สุกี้ ชาบู หรืออาหารประเภทซุปได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ</strong> สามารถรับประทานได้ในบางกรณี แต่ควรระวังโซเดียมจากน้ำซุปและเครื่องปรุง การรับประทานเฉพาะส่วนประกอบหลักและหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำซุปทั้งหมดสามารถช่วยลดการได้รับโซเดียมได้</p>
<h3>คำถาม 4. ผู้ป่วยโรคไตสามารถรับประทานบุฟเฟต์ได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ</strong> สามารถรับประทานได้ แต่ควรวางแผนเรื่องปริมาณอาหาร เลือกโปรตีนตาม portion ที่กำหนด จำกัดอาหารหมักและอาหารแปรรูป ลดน้ำจิ้ม และไม่ดื่มน้ำซุปในปริมาณมาก</p>
<h3>คำถาม 5. ผู้ป่วยโรคไตทุกคนต้องงดอาหารที่มีโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูงหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ</strong> ไม่จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัสทุกคน ข้อจำกัดควรพิจารณาจากผลเลือด ระยะของโรคไต และสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>National Kidney Foundation. Top Tips for Reducing Salt in Your Diet.</li>
<li>National Kidney Foundation. Sodium and Your CKD Diet.</li>
<li>National Kidney Foundation. Creating a Kidney-Friendly Plate.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/eating-out-with-chronic-kidney-disease/">รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างไรเมื่อเป็นโรคไตเรื้อรัง: เลือกเมนูอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องงดการเข้าสังคม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/eating-out-with-chronic-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบาหวานกับโรคไตเรื้อรัง: วางแผนอาหารอย่างไรให้ดูแลทั้งระดับน้ำตาลและสุขภาพไต</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/diabetes-chronic-kidney-disease-diet/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/diabetes-chronic-kidney-disease-diet/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 10:59:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=540</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เบาหวานคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องค่อย ๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/diabetes-chronic-kidney-disease-diet/">เบาหวานกับโรคไตเรื้อรัง: วางแผนอาหารอย่างไรให้ดูแลทั้งระดับน้ำตาลและสุขภาพไต</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><strong>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</strong><br />
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)<br />
ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>
<p>เบาหวานคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องค่อย ๆ ทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดฝอยภายในไต สำหรับผู้ที่มีทั้งโรคเบาหวานและ CKD การวางแผนอาหารจึงมีความซับซ้อนกว่าการ “ลดหวาน” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต การทำงานของไต ภาวะโภชนาการ ตลอดจนระดับโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสของแต่ละบุคคล</p>
<p>NIDDK ระบุว่า การดูแลระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเป้าหมาย เป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดและการดำเนินโรคไตจากเบาหวาน</p>
<h2>ไม่ใช่แค่ “งดน้ำตาล” แต่ต้องจัดการคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม</h2>
<p>อาหารประเภทข้าว แป้ง เส้น ผลไม้ นม และอาหารที่เติมน้ำตาล ล้วนเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสและส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด การควบคุมเบาหวานจึงควรพิจารณาทั้ง</p>
<ul>
<li>ชนิดของคาร์โบไฮเดรต</li>
<li>ปริมาณต่อมื้อ</li>
<li>ความสม่ำเสมอของเวลารับประทานอาหาร</li>
<li>ปริมาณน้ำตาลเติมเพิ่ม</li>
<li>ยาหรืออินซูลินที่ใช้ร่วมด้วย</li>
</ul>
<p>ไม่ควรงดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เนื่องจากอาจทำให้พลังงานไม่เพียงพอและทำให้รูปแบบอาหารไม่สมดุล</p>
<h2>โปรตีนต้อง “เพียงพอ แต่ไม่มากเกินความจำเป็น”</h2>
<p>ผู้ที่เป็นเบาหวานอาจคุ้นเคยกับรูปแบบอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำและโปรตีนสูง แต่เมื่อมี CKD ร่วมด้วย การรับประทานโปรตีนในปริมาณสูงอาจไม่เหมาะสม</p>
<p>สำหรับผู้ใหญ่ที่มี CKD ระยะ G3–G5 และยังไม่ได้ฟอกไต แนวทาง CKD โดยทั่วไปให้ความสำคัญกับการได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอโดยไม่มากเกินความจำเป็น การกำหนดปริมาณควรพิจารณาจากน้ำหนักตัว ภาวะโภชนาการ ระยะ CKD และแผนการรักษา</p>
<h2>โซเดียมสำคัญต่อทั้งไตและความดันโลหิต</h2>
<p>ผู้ป่วยเบาหวานและ CKD มักมีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงร่วมด้วย อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส น้ำซุป และอาหารจากร้านอาหารสามารถเป็นแหล่งโซเดียมสำคัญ การลดโซเดียมจึงช่วยสนับสนุนการควบคุมความดันโลหิตและลดภาวะคั่งของน้ำ</p>
<h2>ผลไม้ไม่จำเป็นต้องงด แต่ต้องพิจารณาสองเรื่องพร้อมกัน</h2>
<p>สำหรับผู้ที่มีเบาหวานร่วมกับ CKD การเลือกผลไม้ต้องคำนึงถึงทั้ง</p>
<ol>
<li>ปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล</li>
<li>ปริมาณโพแทสเซียม</li>
</ol>
<p>ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ระดับโพแทสเซียมปกติอาจมีตัวเลือกผลไม้กว้างกว่า แต่ยังต้องควบคุมส่วนบริโภคเพื่อไม่ให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ในทางกลับกัน หากมีภาวะโพแทสเซียมสูง อาจต้องเลือกทั้งชนิดและปริมาณผลไม้ให้เหมาะสม</p>
<h2>เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน</h2>
<p>น้ำผลไม้ สมูทตี น้ำมะพร้าว เครื่องดื่มสมุนไพร และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพบางชนิด อาจมีน้ำตาลหรือโพแทสเซียมในปริมาณสูง โดยเฉพาะน้ำผลไม้และสมูทตี ซึ่งสามารถรวมผลไม้หลายส่วนไว้ในเครื่องดื่มเพียงหนึ่งแก้ว ทำให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตและโพแทสเซียมในปริมาณมากภายในเวลาอันสั้น</p>
<h2>แนวทางจัดจานอาหารอย่างง่าย</h2>
<p>การวางแผนอาหารสามารถเริ่มจากการกำหนดสัดส่วนในจานอย่างเหมาะสม เช่น</p>
<ul>
<li>เลือกคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับน้ำตาล</li>
<li>เลือกโปรตีนในปริมาณตามคำแนะนำเฉพาะบุคคล</li>
<li>เพิ่มผักที่เหมาะสมกับระดับโพแทสเซียม</li>
<li>ลดอาหารทอด อาหารแปรรูป และซอสปรุงรส</li>
<li>เลือกน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มไม่เติมน้ำตาล หากไม่มีข้อจำกัดด้านของเหลว</li>
</ul>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่มี “จานอาหารสำหรับโรคไตและเบาหวาน” รูปแบบเดียวที่เหมาะกับทุกคน</p>
<h2>การติดตามผลสำคัญกว่าการตั้งข้อห้าม</h2>
<p>แผนอาหารควรได้รับการปรับตามผลตรวจ เช่น ระดับน้ำตาล HbA1c, eGFR, UACR, โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงน้ำหนักและภาวะโภชนาการ</p>
<p>NIDDK เน้นว่าไม่มีแผนอาหารแบบเดียวสำหรับผู้ป่วย CKD ทุกคน และความต้องการทางโภชนาการสามารถเปลี่ยนแปลงเมื่อโรคไตดำเนินไป</p>
<p>ผู้ที่มีเบาหวานร่วมกับโรคไตเรื้อรังไม่ควรมุ่งควบคุมเฉพาะน้ำตาล แต่ควรดูภาพรวมของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส พลังงาน และภาวะโภชนาการ การวางแผนอาหารเฉพาะบุคคลจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลทั้งระดับน้ำตาลและสุขภาพไตไปพร้อมกัน</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเบาหวานและโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>คำถาม 1: เป็นเบาหวานและโรคไตเรื้อรังต้องงดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่ควรงดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เนื่องจากอาจทำให้ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการเลือกชนิดและควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตในแต่ละมื้อให้เหมาะสมกับระดับน้ำตาลและแผนการรักษา</p>
<h3>คำถาม 2: ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตร่วมด้วยสามารถรับประทานโปรตีนสูงได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> เมื่อมีโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย การรับประทานโปรตีนในปริมาณสูงอาจไม่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มี CKD ระยะ G3–G5 และยังไม่ได้ฟอกไต ปริมาณโปรตีนควรพิจารณาจากระยะของโรคไต น้ำหนักตัว ภาวะโภชนาการ และแผนการรักษา</p>
<h3>คำถาม 3: ผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตสามารถรับประทานผลไม้ได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> สามารถรับประทานผลไม้ได้ในหลายกรณี แต่ต้องพิจารณาทั้งปริมาณคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และโพแทสเซียม ผู้ที่มีระดับโพแทสเซียมสูงอาจต้องเลือกชนิดและปริมาณผลไม้ให้เหมาะสมมากขึ้น</p>
<h3>คำถาม 4: น้ำผลไม้และสมูทตีเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> น้ำผลไม้และสมูทตีอาจมีน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต และโพแทสเซียมในปริมาณสูง เนื่องจากสามารถรวมผลไม้หลายส่วนไว้ในเครื่องดื่มเพียงหนึ่งแก้ว จึงควรพิจารณาปริมาณและความเหมาะสมเป็นรายบุคคล</p>
<h3>คำถาม 5: ผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตควรติดตามผลตรวจอะไรบ้างเพื่อวางแผนอาหาร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ควรพิจารณาผลตรวจหลายด้านร่วมกัน เช่น ระดับน้ำตาล HbA1c, eGFR, UACR, โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงน้ำหนักตัวและภาวะโภชนาการ เพื่อช่วยปรับแผนอาหารให้เหมาะกับสภาวะของแต่ละบุคคล</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Diabetic Kidney Disease.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Living with Diabetes.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/diabetes-chronic-kidney-disease-diet/">เบาหวานกับโรคไตเรื้อรัง: วางแผนอาหารอย่างไรให้ดูแลทั้งระดับน้ำตาลและสุขภาพไต</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/diabetes-chronic-kidney-disease-diet/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละเท่าไร? ทำความเข้าใจเรื่อง “น้ำ” ให้เหมาะกับระยะของโรคไต</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/how-much-water-should-kidney-patients-drink/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/how-much-water-should-kidney-patients-drink/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 10:36:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=537</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในคำแนะนำที่ผู้ป่วยโรคไตได้ยินบ่อยที่สุดคือ “เป็นโรคไตต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยล้างไต” ในทางกลับกัน ผู้ป่วยบางรายได้รับคำแนะนำว่า “เป็นโรคไตต้องจำกัดน้ำ” ความจริงคือ ไม่มีปริมาณน้ำมาตรฐานหนึ่งค่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/how-much-water-should-kidney-patients-drink/">ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละเท่าไร? ทำความเข้าใจเรื่อง “น้ำ” ให้เหมาะกับระยะของโรคไต</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><strong>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</strong><br />
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)<br />
ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>
<p>หนึ่งในคำแนะนำที่ผู้ป่วยโรคไตได้ยินบ่อยที่สุดคือ “เป็นโรคไตต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยล้างไต”</p>
<p>ในทางกลับกัน ผู้ป่วยบางรายได้รับคำแนะนำว่า “เป็นโรคไตต้องจำกัดน้ำ”</p>
<p>ความจริงคือ <strong>ไม่มีปริมาณน้ำมาตรฐานหนึ่งค่า ที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตทุกคน</strong> ปริมาณน้ำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรคไต ความสามารถในการขับปัสสาวะ ภาวะบวม การทำงานของหัวใจ ระดับโซเดียมในเลือด ยาที่ใช้ และรูปแบบการรักษา</p>
<h2>ผู้ป่วย CKD ระยะแรกจำเป็นต้องจำกัดน้ำหรือไม่?</h2>
<p>ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรกจำนวนมากที่ยังมีปริมาณปัสสาวะปกติและไม่มีภาวะคั่งของน้ำ อาจไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำอย่างเข้มงวด</p>
<p>National Kidney Foundation ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไตระยะแรกส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำ แต่เมื่อโรคไตดำเนินมากขึ้น ทีมรักษาอาจพิจารณาว่าจำเป็นต้องจำกัดน้ำหรือไม่ และควรจำกัดในระดับใด</p>
<h2>ดื่มน้ำมากไม่ได้หมายความว่าไตจะดีขึ้นเสมอไป</h2>
<p>การดื่มน้ำให้เพียงพอมีความสำคัญต่อร่างกาย แต่การดื่มน้ำในปริมาณมากเกินความต้องการไม่ได้หมายความว่าจะสามารถ “ล้างของเสีย” หรือทำให้ค่าไตกลับมาปกติ</p>
<p>ในผู้ที่ไตไม่สามารถขับน้ำออกได้ดี น้ำส่วนเกินอาจสะสมในร่างกาย และอาจทำให้เกิดอาการหรือภาวะต่าง ๆ เช่น</p>
<ul>
<li>บวมบริเวณเท้า ขา หรือใบหน้า</li>
<li>น้ำหนักเพิ่มจากการคั่งของน้ำ</li>
<li>ความดันโลหิตสูง</li>
<li>หายใจเหนื่อย</li>
<li>ภาวะน้ำเกิน</li>
<li>เพิ่มภาระต่อหัวใจ</li>
</ul>
<p>NIDDK ระบุว่าผู้ป่วย CKD บางรายจำเป็นต้องจำกัดน้ำ เนื่องจากไตที่เสียหน้าที่อาจไม่สามารถกำจัดน้ำส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<h2>ใครบ้างที่อาจต้องจำกัดน้ำ?</h2>
<p>การจำกัดน้ำอาจได้รับการพิจารณาในผู้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>ปัสสาวะออกน้อย</li>
<li>อาการบวม</li>
<li>ภาวะหัวใจล้มเหลว</li>
<li>ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำบางประเภท</li>
<li>CKD ระยะท้าย</li>
<li>การฟอกเลือดหรือการบำบัดทดแทนไตบางรูปแบบ</li>
</ul>
<p>ปริมาณที่เหมาะสมควรกำหนดโดยแพทย์หรือนักกำหนดอาหารตามภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย</p>
<h2>“น้ำ” ไม่ได้หมายถึงน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว</h2>
<p>เมื่อมีคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ต้องคำนึงถึงของเหลวทั้งหมดที่บริโภคในแต่ละวัน เช่น</p>
<ul>
<li>น้ำเปล่า</li>
<li>ชาและกาแฟ</li>
<li>นม</li>
<li>น้ำผลไม้</li>
<li>น้ำมะพร้าว</li>
<li>น้ำซุป</li>
<li>โจ๊กหรือข้าวต้มที่มีน้ำมาก</li>
<li>น้ำแข็ง</li>
<li>เจลาตินและอาหารที่ละลายเป็นของเหลว</li>
</ul>
<p>ดังนั้น ผู้ป่วยที่ได้รับคำแนะนำให้ควบคุมของเหลวจึงควรนับ “ปริมาณของเหลวรวม” ไม่ใช่นับเฉพาะน้ำดื่ม</p>
<h2>โซเดียมกับความกระหายน้ำมีความสัมพันธ์กัน</h2>
<p>อาหารเค็มสามารถเพิ่มความกระหายน้ำและทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น ดังนั้น ผู้ป่วยที่ต้องจำกัดน้ำควรควบคุมโซเดียมควบคู่กัน เพราะหากยังรับประทานอาหารเค็มมาก การควบคุมปริมาณน้ำจะทำได้ยากขึ้น</p>
<h2>สังเกตอาการที่อาจบ่งชี้ภาวะน้ำเกิน</h2>
<p>ควรปรึกษาแพทย์หากพบอาการต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว</li>
<li>ขาหรือเท้าบวมมากขึ้น</li>
<li>ใบหน้าบวม</li>
<li>หายใจลำบากหรือเหนื่อยง่าย</li>
<li>นอนราบแล้วหายใจไม่สะดวก</li>
<li>ปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจน</li>
</ul>
<p>NIDDK แนะนำให้ผู้ป่วยติดต่อทีมรักษาหากสังเกตพบอาการบวมบริเวณใบหน้า แขน ขา หรือช่องท้อง</p>
<h2>ในทางกลับกัน ไม่ควรดื่มน้ำน้อยเกินไป</h2>
<p>การจำกัดน้ำโดยไม่มีข้อบ่งชี้อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย หรือออกกำลังกาย</p>
<p>ภาวะขาดน้ำอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงและส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปยังไต ดังนั้น ทั้ง “น้ำมากเกินไป” และ “น้ำน้อยเกินไป” ต่างไม่เหมาะสม</p>
<h2>ปริมาณน้ำที่เหมาะสมต้องเป็นรายบุคคล</h2>
<p>การกำหนดปริมาณน้ำควรพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เช่น</p>
<ul>
<li>ระยะ CKD</li>
<li>ปริมาณปัสสาวะ</li>
<li>น้ำหนักตัว</li>
<li>อาการบวม</li>
<li>ความดันโลหิต</li>
<li>ระดับโซเดียมในเลือด</li>
<li>ภาวะหัวใจ</li>
<li>ยาที่ได้รับ</li>
<li>การฟอกไต</li>
</ul>
<p>จึงไม่ควรใช้คำแนะนำแบบเดียว เช่น “วันละ 2 ลิตร” หรือ “วันละ 3 ลิตร” กับผู้ป่วยโรคไตทุกคน</p>
<p>ผู้ป่วยโรคไตไม่ได้จำเป็นต้อง “ดื่มน้ำมาก” หรือ “จำกัดน้ำ” เหมือนกันทุกคน แนวทางที่เหมาะสมคือดื่มน้ำตามความต้องการและสภาวะทางการแพทย์ โดยได้รับการประเมินจากทีมรักษาเมื่อมี CKD ระยะมากขึ้น มีอาการบวม ปัสสาวะลดลง หรือได้รับการฟอกไต</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดื่มน้ำในผู้ป่วยโรคไต</h2>
<h3>คำถาม 1: ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่มีปริมาณน้ำมาตรฐานหนึ่งค่าที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตทุกคน ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรคไต ปริมาณปัสสาวะ อาการบวม ภาวะหัวใจ ระดับโซเดียมในเลือด ยาที่ได้รับ และรูปแบบการรักษา</p>
<h3>คำถาม 2: ผู้ป่วยโรคไตต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยล้างไตหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> การดื่มน้ำในปริมาณมากเกินความต้องการไม่ได้หมายความว่าจะช่วย “ล้างไต” หรือทำให้ค่าไตกลับมาปกติ และในผู้ที่ไตขับน้ำออกได้ไม่ดี น้ำส่วนเกินอาจสะสมในร่างกายได้</p>
<h3>คำถาม 3: ผู้ป่วยโรคไตระยะแรกต้องจำกัดน้ำหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรกจำนวนมากที่ยังมีปริมาณปัสสาวะปกติและไม่มีภาวะคั่งของน้ำ อาจไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ควรประเมินเป็นรายบุคคล</p>
<h3>คำถาม 4: หากแพทย์ให้จำกัดน้ำ ต้องนับเฉพาะน้ำเปล่าหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่ใช่ เมื่อมีคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ควรนับของเหลวทั้งหมด เช่น น้ำเปล่า ชา กาแฟ นม น้ำผลไม้ น้ำซุป น้ำแข็ง และอาหารที่มีน้ำมากหรือสามารถละลายเป็นของเหลวได้</p>
<h3>คำถาม 5: มีอาการอะไรที่อาจบ่งชี้ว่าร่างกายมีน้ำเกิน?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว ขาหรือเท้าบวม ใบหน้าบวม หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย นอนราบแล้วหายใจไม่สะดวก หรือมีปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจน</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>National Kidney Foundation. Nutrition and Kidney Disease, Stages 1–5.</li>
<li>National Kidney Foundation. Healthy Hydration and Your Kidneys.</li>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/how-much-water-should-kidney-patients-drink/">ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละเท่าไร? ทำความเข้าใจเรื่อง “น้ำ” ให้เหมาะกับระยะของโรคไต</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/how-much-water-should-kidney-patients-drink/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โซเดียมกับโรคไตเรื้อรัง: ลดเค็มอย่างไรให้เหมาะสม โดยไม่ทำให้อาหารขาดรสชาติ</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/sodium-and-chronic-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/sodium-and-chronic-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 03:04:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=376</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โซเดียมมักถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในจานอาหาร แต่แท้จริงแล้วโซเดียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งการรักษาสมดุลของน้ำ การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีโซเดียม แต่อยู่ที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/sodium-and-chronic-kidney-disease/">โซเดียมกับโรคไตเรื้อรัง: ลดเค็มอย่างไรให้เหมาะสม โดยไม่ทำให้อาหารขาดรสชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><em>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</em><br />
<em>นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)</em><br />
<em>ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)</em><br />
<em>สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</em></p>
<p>โซเดียมมักถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในจานอาหาร แต่แท้จริงแล้วโซเดียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งการรักษาสมดุลของน้ำ การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีโซเดียม แต่อยู่ที่ “ปริมาณที่มากเกินไป” ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมความดันโลหิตและภาวะคั่งของน้ำ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD)</p>
<p>เมื่อการทำงานของไตลดลง ความสามารถในการควบคุมสมดุลของโซเดียมและน้ำอาจลดลงตามไปด้วย การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงจึงอาจสัมพันธ์กับอาการบวม ความดันโลหิตสูง และเพิ่มภาระต่อหัวใจและไต</p>
<h2>ผู้ป่วย CKD ควรได้รับโซเดียมเท่าใด?</h2>
<p>แนวทาง KDIGO แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยทั่วไปได้รับโซเดียม <strong>น้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน</strong> หรือเทียบเท่ากับเกลือโซเดียมคลอไรด์ประมาณ 5 กรัมต่อวัน ทั้งนี้ควรปรับตามสภาวะสุขภาพและคำแนะนำของทีมรักษา</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ที่มีภาวะสูญเสียโซเดียมจากโรคไตบางชนิด อาจไม่เหมาะกับการจำกัดโซเดียมอย่างเข้มงวด จึงควรประเมินเป็นรายบุคคล</p>
<h2>โซเดียมไม่ได้มาจากเกลือเพียงอย่างเดียว</h2>
<p>หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อย คือการคิดว่าการ “ไม่เติมเกลือ” หมายถึงได้รับโซเดียมน้อยแล้ว ในความเป็นจริง โซเดียมจำนวนมากมาจากอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และเครื่องปรุงรส เช่น</p>
<ul>
<li>น้ำปลา</li>
<li>ซีอิ๊ว</li>
<li>ซอสปรุงรส</li>
<li>ซอสหอยนางรม</li>
<li>ผงปรุงรส</li>
<li>บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป</li>
<li>อาหารกระป๋อง</li>
<li>ไส้กรอก แฮม เบคอน</li>
<li>ลูกชิ้นและเนื้อแปรรูป</li>
<li>ขนมขบเคี้ยว</li>
<li>อาหารแช่แข็งและอาหารพร้อมรับประทาน</li>
</ul>
<p>NIDDK ระบุว่าอาหารบรรจุสำเร็จ อาหารปรุงสำเร็จ และอาหารจากร้านอาหารเป็นแหล่งโซเดียมที่สำคัญ และอาหารบางชนิดอาจมีโซเดียมสูงแม้ไม่ได้มีรสเค็มอย่างชัดเจน</p>
<h2>ลดเค็มโดยไม่ทำให้อาหารจืดเกินไป</h2>
<p>การลดโซเดียมไม่จำเป็นต้องหมายถึงอาหารไม่มีรสชาติ สามารถใช้สมุนไพรและเครื่องเทศเพื่อเพิ่มกลิ่นและรส เช่น</p>
<ul>
<li>มะนาว</li>
<li>กระเทียม</li>
<li>ขิง</li>
<li>ตะไคร้</li>
<li>ใบมะกรูด</li>
<li>พริกไทย</li>
<li>หอมแดง</li>
<li>พริกสด</li>
<li>ผักชีและสมุนไพรสดชนิดต่าง ๆ</li>
</ul>
<p>การค่อย ๆ ลดปริมาณเครื่องปรุงเค็มลงทีละน้อยยังช่วยให้ลิ้นปรับตัวต่อรสชาติที่เค็มน้อยลงได้</p>
<h2>อ่านฉลากโภชนาการอย่างไร?</h2>
<p>ก่อนเลือกซื้ออาหาร ควรตรวจดูปริมาณ Sodium <strong>ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค</strong> หากผลิตภัณฑ์หนึ่งบรรจุภัณฑ์มีหลายหน่วยบริโภค ต้องคำนวณปริมาณโซเดียมตามจำนวนที่รับประทานจริง</p>
<p>ตามแนวทางของ NIDDK ค่า % Daily Value ของโซเดียมประมาณ 5% หรือน้อยกว่าต่อหนึ่งหน่วยบริโภคถือว่าค่อนข้างต่ำ ขณะที่ 20% หรือมากกว่าถือว่าสูง</p>
<h2>ระวัง “เกลือเพื่อสุขภาพ”</h2>
<p>ผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น “เกลือโซเดียมต่ำ” หรือ “เกลือเพื่อสุขภาพ” ผลิตภัณฑ์บางชนิดใช้ potassium chloride ทดแทน sodium chloride ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มี CKD หรือใช้ยาที่มีผลต่อระดับโพแทสเซียม</p>
<h2>เทคนิคสำหรับการรับประทานอาหารนอกบ้าน</h2>
<p>เมื่อต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน สามารถลดโซเดียมได้โดย</p>
<ul>
<li>ขอแยกซอสหรือเครื่องปรุง</li>
<li>ไม่เติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือซอสเพิ่ม</li>
<li>หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำซุปทั้งหมด</li>
<li>เลือกเมนูต้ม นึ่ง ย่าง หรืออาหารปรุงสด</li>
<li>ลดอาหารหมักดองและอาหารแปรรูป</li>
<li>ขอให้ร้านลดเค็มหากสามารถทำได้</li>
</ul>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโซเดียมและโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>1. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจำเป็นต้องงดโซเดียมทั้งหมดหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งการรักษาสมดุลของน้ำ การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีโซเดียม แต่อยู่ที่ “ปริมาณที่มากเกินไป”</p>
<h3>2. คำถาม: ผู้ป่วย CKD ควรได้รับโซเดียมไม่เกินเท่าใดต่อวัน?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> แนวทาง KDIGO แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยทั่วไปได้รับโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับเกลือโซเดียมคลอไรด์ประมาณ 5 กรัมต่อวัน ทั้งนี้ควรปรับตามสภาวะสุขภาพและคำแนะนำของทีมรักษา</p>
<h3>3. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตทุกคนต้องจำกัดโซเดียมเท่ากันหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ที่มีภาวะสูญเสียโซเดียมจากโรคไตบางชนิด อาจไม่เหมาะกับการจำกัดโซเดียมอย่างเข้มงวด จึงควรประเมินเป็นรายบุคคล</p>
<h3>4. คำถาม: การไม่เติมเกลือหมายความว่าได้รับโซเดียมน้อยแล้วใช่หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในความเป็นจริง โซเดียมจำนวนมากมาจากอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และเครื่องปรุงรส เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงปรุงรส และอาหารพร้อมรับประทาน</p>
<h3>5. คำถาม: ลดเค็มอย่างไรโดยไม่ทำให้อาหารจืดเกินไป?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> สามารถใช้สมุนไพรและเครื่องเทศเพื่อเพิ่มกลิ่นและรส เช่น มะนาว กระเทียม ขิง ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกไทย หอมแดง พริกสด ผักชี และสมุนไพรสดชนิดต่าง ๆ</p>
<h3>6. คำถาม: ควรดูปริมาณโซเดียมบนฉลากอาหารตรงไหน?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ควรตรวจดูปริมาณ Sodium ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค หากผลิตภัณฑ์หนึ่งบรรจุภัณฑ์มีหลายหน่วยบริโภค ต้องคำนวณปริมาณโซเดียมตามจำนวนที่รับประทานจริง</p>
<h3>7. คำถาม: ค่า % Daily Value ของโซเดียมเท่าใดถือว่าต่ำหรือสูง?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ตามแนวทางของ NIDDK ค่า % Daily Value ของโซเดียมประมาณ 5% หรือน้อยกว่าต่อหนึ่งหน่วยบริโภคถือว่าค่อนข้างต่ำ ขณะที่ 20% หรือมากกว่าถือว่าสูง</p>
<h3>8. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตสามารถใช้เกลือโซเดียมต่ำหรือเกลือเพื่อสุขภาพได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผลิตภัณฑ์บางชนิดใช้ potassium chloride ทดแทน sodium chloride ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มี CKD หรือใช้ยาที่มีผลต่อระดับโพแทสเซียม</p>
<h3>9. คำถาม: รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างไรเพื่อลดโซเดียม?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> สามารถขอแยกซอสหรือเครื่องปรุง ไม่เติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือซอสเพิ่ม หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำซุปทั้งหมด เลือกอาหารปรุงสด และขอให้ร้านลดเค็มหากสามารถทำได้</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Slow Progression &amp; Reduce Complications.</li>
<li>National Kidney Foundation. Nutrition and Kidney Disease, Stages 1–5.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/sodium-and-chronic-kidney-disease/">โซเดียมกับโรคไตเรื้อรัง: ลดเค็มอย่างไรให้เหมาะสม โดยไม่ทำให้อาหารขาดรสชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/sodium-and-chronic-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การบริโภคผลไม้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: การเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสมกับระดับโพแทสเซียม</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/fruit-consumption-chronic-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/fruit-consumption-chronic-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 02:52:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=370</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล “เป็นโรคไตแล้วยังกินผลไม้ได้ไหม?” เป็นคำถามที่ผู้ป่วยจำนวนมากสงสัย เพราะแม้ผลไม้จะเป็นแหล่งของวิตามิน ใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจำนวนไม่น้อยกลับกังวลว่าต้องงดผลไม้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโพแทสเซียม ในความเป็นจริง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/fruit-consumption-chronic-kidney-disease/">การบริโภคผลไม้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: การเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสมกับระดับโพแทสเซียม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><em>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</em></p>
<p><em>นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)</em></p>
<p><em>ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)</em></p>
<p><em>สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</em></p>
<p>“เป็นโรคไตแล้วยังกินผลไม้ได้ไหม?” เป็นคำถามที่ผู้ป่วยจำนวนมากสงสัย เพราะแม้ผลไม้จะเป็นแหล่งของวิตามิน ใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจำนวนไม่น้อยกลับกังวลว่าต้องงดผลไม้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโพแทสเซียม</p>
<p>ในความเป็นจริง ผู้ป่วย CKD จำนวนมากยังสามารถรับประทานผลไม้ได้ โดยควรพิจารณาชนิด ปริมาณ และความถี่ตามระดับโพแทสเซียมในเลือด ระยะของโรคไต โรคร่วม และยาที่ใช้</p>
<h2>ไม่ควรงดผลไม้โดยไม่มีข้อบ่งชี้</h2>
<p>ในผู้ที่มีระดับโพแทสเซียมในเลือดอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องจำกัดผลไม้อย่างเข้มงวดในทุกกรณี การหลีกเลี่ยงผลไม้มากเกินไปอาจทำให้ได้รับใยอาหาร วิตามิน และสารอาหารจากพืชไม่เพียงพอ</p>
<h2>หากโพแทสเซียมสูง ควรพิจารณาทั้งชนิดและปริมาณ</h2>
<p>ในผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมสูง ควรพิจารณาทั้งชนิดของผลไม้และขนาดของส่วนบริโภค ผลไม้บางชนิดมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง เช่น</p>
<ul>
<li>กล้วย</li>
<li>อะโวคาโด</li>
<li>ทุเรียน</li>
<li>ขนุน</li>
<li>แคนตาลูป</li>
<li>ผลไม้แห้ง</li>
<li>น้ำมะพร้าว</li>
</ul>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าอาหารเหล่านี้เป็น “อาหารต้องห้ามตลอดชีวิต” การจำกัดควรขึ้นอยู่กับระดับโพแทสเซียมและคำแนะนำเฉพาะบุคคล</p>
<h2>ปริมาณต่อครั้งมีความสำคัญ</h2>
<p>การรับประทานผลไม้หนึ่งส่วนแตกต่างจากการรับประทานหลายส่วนในครั้งเดียว โดยเฉพาะสมูทตีและน้ำผลไม้ ซึ่งสามารถรวมผลไม้หลายส่วนในหนึ่งแก้ว ทำให้ได้รับทั้งโพแทสเซียมและน้ำตาลในปริมาณสูงได้อย่างรวดเร็ว</p>
<h2>ผลไม้ทั้งผลดีกว่าน้ำผลไม้</h2>
<p>โดยทั่วไป การรับประทานผลไม้ทั้งผลในปริมาณที่เหมาะสม จะให้ใยอาหารมากกว่าน้ำผลไม้ น้ำผลไม้และสมูทตีอาจทำให้รับประทานผลไม้ในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว และอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องควบคุมทั้งโพแทสเซียมและระดับน้ำตาล</p>
<h2>ผลไม้แห้งควรระวัง</h2>
<p>เมื่อมีการนำเอาน้ำออกจากผลไม้ สารอาหารและแร่ธาตุจะมีความเข้มข้นสูงขึ้น ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด อินทผลัม ลูกพรุน และแอปริคอตแห้ง จึงสามารถให้โพแทสเซียมและน้ำตาลในปริมาณสูง แม้รับประทานเพียงเล็กน้อย</p>
<h2>น้ำมะพร้าวไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน</h2>
<p>แม้น้ำมะพร้าวจะได้รับความนิยมในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง ผู้ป่วย CKD ที่มีภาวะโพแทสเซียมสูงหรือได้รับยาที่มีผลเพิ่มระดับโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนบริโภคเป็นประจำ</p>
<h2>ผู้ป่วยเบาหวานและ CKD ต้องพิจารณาน้ำตาลร่วมด้วย</h2>
<p>ผู้ป่วยโรคไตจำนวนมากมีโรคเบาหวานร่วมด้วย ดังนั้นการเลือกผลไม้ควรคำนึงถึงทั้งโพแทสเซียม ปริมาณคาร์โบไฮเดรต และขนาดส่วนบริโภค ผลไม้ทั้งผลในปริมาณเหมาะสมมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่าน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มผลไม้ที่เติมน้ำตาล</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรับประทานผลไม้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>1. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังกินผลไม้ได้ไหม?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผู้ป่วย CKD จำนวนมากยังสามารถรับประทานผลไม้ได้ โดยควรพิจารณาชนิด ปริมาณ และความถี่ตามระดับโพแทสเซียมในเลือด ระยะของโรคไต โรคร่วม และยาที่ใช้</p>
<h3>2. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องงดผลไม้ทั้งหมดหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในผู้ที่มีระดับโพแทสเซียมในเลือดอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องจำกัดผลไม้อย่างเข้มงวดในทุกกรณี การหลีกเลี่ยงผลไม้มากเกินไปอาจทำให้ได้รับใยอาหาร วิตามิน และสารอาหารจากพืชไม่เพียงพอ</p>
<h3>3. คำถาม: ผลไม้ชนิดใดมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผลไม้บางชนิดมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง เช่น กล้วย อะโวคาโด ทุเรียน ขนุน แคนตาลูป ผลไม้แห้ง และน้ำมะพร้าว</p>
<h3>4. คำถาม: ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงเป็นอาหารต้องห้ามตลอดชีวิตหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่ควรตีความว่าอาหารเหล่านี้เป็น “อาหารต้องห้ามตลอดชีวิต” การจำกัดควรขึ้นอยู่กับระดับโพแทสเซียมและคำแนะนำเฉพาะบุคคล</p>
<h3>5. คำถาม: ทำไมผู้ป่วยโรคไตจึงควรระวังน้ำผลไม้และสมูทตี?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> สมูทตีและน้ำผลไม้สามารถรวมผลไม้หลายส่วนในหนึ่งแก้ว ทำให้ได้รับทั้งโพแทสเซียมและน้ำตาลในปริมาณสูงได้อย่างรวดเร็ว</p>
<h3>6. คำถาม: ผลไม้ทั้งผลดีกว่าน้ำผลไม้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> โดยทั่วไป การรับประทานผลไม้ทั้งผลในปริมาณที่เหมาะสม จะให้ใยอาหารมากกว่าน้ำผลไม้ น้ำผลไม้และสมูทตีอาจทำให้รับประทานผลไม้ในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว และอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องควบคุมทั้งโพแทสเซียมและระดับน้ำตาล</p>
<h3>7. คำถาม: ทำไมผู้ป่วยโรคไตจึงควรระวังผลไม้แห้ง?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> เมื่อมีการนำเอาน้ำออกจากผลไม้ สารอาหารและแร่ธาตุจะมีความเข้มข้นสูงขึ้น ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด อินทผลัม ลูกพรุน และแอปริคอตแห้ง จึงสามารถให้โพแทสเซียมและน้ำตาลในปริมาณสูง แม้รับประทานเพียงเล็กน้อย</p>
<h3>8. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตดื่มน้ำมะพร้าวได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> น้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง ผู้ป่วย CKD ที่มีภาวะโพแทสเซียมสูงหรือได้รับยาที่มีผลเพิ่มระดับโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนบริโภคเป็นประจำ</p>
<h3>9. คำถาม: ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตร่วมด้วยควรเลือกผลไม้อย่างไร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> การเลือกผลไม้ควรคำนึงถึงทั้งโพแทสเซียม ปริมาณคาร์โบไฮเดรต และขนาดส่วนบริโภค ผลไม้ทั้งผลในปริมาณเหมาะสมมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่าน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มผลไม้ที่เติมน้ำตาล</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Potassium: Tips for People with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>National Kidney Foundation. Potassium and Chronic Kidney Disease.</li>
<li>U.S. Department of Agriculture. FoodData Central.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/fruit-consumption-chronic-kidney-disease/">การบริโภคผลไม้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: การเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสมกับระดับโพแทสเซียม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/fruit-consumption-chronic-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การจัดการโพแทสเซียมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: หลักการเลือกอาหารอย่างเหมาะสม</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/potassium-management-chronic-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/potassium-management-chronic-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 01:58:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=363</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่ขาดไม่ได้ต่อการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และจังหวะการเต้นของหัวใจ ในภาวะปกติไตทำหน้าที่เสมือน “ตัวควบคุม” ที่คอยรักษาระดับโพแทสเซียมในเลือดให้สมดุลผ่านการขับออกทางปัสสาวะ เมื่อการทำงานของไตลดลง ผู้ป่วยบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/potassium-management-chronic-kidney-disease/">การจัดการโพแทสเซียมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: หลักการเลือกอาหารอย่างเหมาะสม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p>
  <strong>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</strong><br />
  <em>นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)</em><br />
  <em>ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)</em><br />
  <em>สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</em>
</p>
<p>โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่ขาดไม่ได้ต่อการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และจังหวะการเต้นของหัวใจ ในภาวะปกติไตทำหน้าที่เสมือน “ตัวควบคุม” ที่คอยรักษาระดับโพแทสเซียมในเลือดให้สมดุลผ่านการขับออกทางปัสสาวะ</p>
<p>เมื่อการทำงานของไตลดลง ผู้ป่วยบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือ Hyperkalemia ซึ่งหากรุนแรงอาจส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังไม่ได้จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมทุกราย</p>
<h2>ไม่ควรจำกัดโพแทสเซียมโดยอัตโนมัติ</h2>
<p>ระดับโพแทสเซียมในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่า eGFR เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากยา ภาวะกรดในเลือด การควบคุมระดับน้ำตาล ภาวะขาดน้ำ และการทำงานของระบบทางเดินอาหาร</p>
<p>ดังนั้นการวางแผนอาหารควรอาศัยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการและการประเมินโดยทีมรักษา มากกว่าการจำกัดอาหารตามรายชื่ออาหารต้องห้ามเพียงอย่างเดียว</p>
<h2>แหล่งโพแทสเซียมที่ควรระวัง</h2>
<p>ผู้ป่วยมักทราบว่ากล้วยหรือส้มมีโพแทสเซียม แต่ยังมีแหล่งอื่นที่ควรระวัง เช่น</p>
<ul>
<li>น้ำมะพร้าว</li>
<li>น้ำผักเข้มข้น</li>
<li>น้ำผลไม้</li>
<li>ผลไม้แห้ง</li>
<li>สมูทตี</li>
<li>ซุปและน้ำต้มผัก</li>
<li>เครื่องดื่มเกลือแร่บางชนิด</li>
<li>เกลือทดแทนที่มี potassium chloride</li>
</ul>
<p>อาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้อาจทำให้ได้รับโพแทสเซียมในปริมาณสูงภายในระยะเวลาสั้น</p>
<h2>การลดโพแทสเซียมในผัก</h2>
<p>ในผู้ที่จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียม อาจใช้วิธีต้มผักในน้ำปริมาณมากแล้วเทน้ำทิ้งก่อนนำไปปรุงต่อ ซึ่งสามารถช่วยลดโพแทสเซียมในผักบางชนิดได้</p>
<p>ระดับที่ลดได้แตกต่างกันตามชนิดของผัก ขนาดที่หั่น ปริมาณน้ำ และระยะเวลาในการต้ม</p>
<p>ไม่ควรนำน้ำต้มผักกลับมาใช้ในการปรุงอาหาร เนื่องจากโพแทสเซียมบางส่วนจะละลายอยู่ในน้ำ</p>
<h2>อ่านฉลากอาหารอย่างระมัดระวัง</h2>
<p>อาหารบางชนิดมีการเติมสารประกอบโพแทสเซียม เช่น</p>
<ul>
<li>Potassium chloride</li>
<li>Potassium phosphate</li>
<li>Potassium citrate</li>
</ul>
<p>ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “ลดโซเดียม” บางชนิดอาจใช้ potassium chloride ทดแทนเกลือ จึงควรตรวจสอบส่วนประกอบก่อนบริโภค</p>
<h2>หากโพแทสเซียมสูง ควรประเมินมากกว่าเรื่องอาหาร</h2>
<p>ภาวะโพแทสเซียมสูงอาจสัมพันธ์กับยา ภาวะขาดน้ำ ภาวะกรดในเลือด เบาหวานที่ควบคุมไม่ดี หรือปัจจัยทางการแพทย์อื่น ๆ ดังนั้น หากผลเลือดพบโพแทสเซียมสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอย่างเป็นระบบ</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโพแทสเซียมและโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>1. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมทุกรายหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังไม่ได้จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมทุกราย</p>
<h3>2. คำถาม: ระดับโพแทสเซียมในเลือดขึ้นอยู่กับค่า eGFR เพียงอย่างเดียวหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ระดับโพแทสเซียมในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่า eGFR เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากยา ภาวะกรดในเลือด การควบคุมระดับน้ำตาล ภาวะขาดน้ำ และการทำงานของระบบทางเดินอาหาร</p>
<h3>3. คำถาม: การต้มผักแล้วเทน้ำทิ้งช่วยลดโพแทสเซียมได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในผู้ที่จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียม อาจใช้วิธีต้มผักในน้ำปริมาณมากแล้วเทน้ำทิ้งก่อนนำไปปรุงต่อ ซึ่งสามารถช่วยลดโพแทสเซียมในผักบางชนิดได้</p>
<h3>4. คำถาม: ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “ลดโซเดียม” อาจมีโพแทสเซียมหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “ลดโซเดียม” บางชนิดอาจใช้ potassium chloride ทดแทนเกลือ จึงควรตรวจสอบส่วนประกอบก่อนบริโภค</p>
<h3>5. คำถาม: หากผลเลือดพบโพแทสเซียมสูงควรทำอย่างไร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ภาวะโพแทสเซียมสูงอาจสัมพันธ์กับยา ภาวะขาดน้ำ ภาวะกรดในเลือด เบาหวานที่ควบคุมไม่ดี หรือปัจจัยทางการแพทย์อื่น ๆ ดังนั้น หากผลเลือดพบโพแทสเซียมสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอย่างเป็นระบบ</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Potassium: Tips for People with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>Ikizler TA, et al. KDOQI Clinical Practice Guideline for Nutrition in CKD: 2020 Update.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/potassium-management-chronic-kidney-disease/">การจัดการโพแทสเซียมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: หลักการเลือกอาหารอย่างเหมาะสม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/potassium-management-chronic-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แนวทางการบริโภคโปรตีนสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: ปริมาณที่เหมาะสมและการเลือกแหล่งโปรตีน</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/protein-for-chronic-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/protein-for-chronic-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 01:54:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=364</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ.35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โปรตีนเป็นสารอาหารที่ร่างกายขาดไม่ได้ ทั้งการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การรักษามวลกล้ามเนื้อ การสร้างเอนไซม์และฮอร์โมน ตลอดจนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/protein-for-chronic-kidney-disease/">แนวทางการบริโภคโปรตีนสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: ปริมาณที่เหมาะสมและการเลือกแหล่งโปรตีน</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p>
ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม<br />
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ.35)<br />
ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
</p>
<p>โปรตีนเป็นสารอาหารที่ร่างกายขาดไม่ได้ ทั้งการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การรักษามวลกล้ามเนื้อ การสร้างเอนไซม์และฮอร์โมน ตลอดจนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) โปรตีนกลับเป็นสารอาหารที่ต้อง “พอดี” มากกว่า “ยิ่งมากยิ่งดี” เพราะกระบวนการเผาผลาญโปรตีนจะก่อให้เกิดของเสียที่ร่างกายต้องอาศัยไตในการขับออก การบริโภคโปรตีนจึงจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างเหมาะสม</p>
<p>เมื่อการทำงานของไตลดลง การบริโภคโปรตีนในปริมาณมากเกินความต้องการอาจเพิ่มภาระต่อระบบการกรองของไต ดังนั้นการกำหนดปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</p>
<h2>ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย CKD</h2>
<p>แนวทาง KDIGO 2024 แนะนำว่า ผู้ใหญ่ที่มีโรคไตเรื้อรังระยะ G3–G5 และยังไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไต โดยทั่วไปควรได้รับโปรตีนประมาณ <strong>0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน</strong></p>
<p>นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคโปรตีนในปริมาณสูงมากกว่า <strong>1.3 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน</strong> ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรคไตที่รวดเร็วขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวเป็นแนวทางทั่วไปและไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อน้อย น้ำหนักลด ภาวะขาดสารอาหาร แผลเรื้อรัง หรือผู้ที่ได้รับการฟอกเลือด อาจมีความต้องการโปรตีนแตกต่างกัน</p>
<h2>ลดโปรตีนมากเกินไปอาจส่งผลเสีย</h2>
<p>การจำกัดโปรตีนอย่างเข้มงวดโดยไม่มีการประเมินภาวะโภชนาการ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดโปรตีนและพลังงาน หรือ Protein-Energy Wasting ซึ่งสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ อ่อนแรง ภูมิคุ้มกันลดลง และคุณภาพชีวิตที่ลดลง</p>
<p>ดังนั้น เป้าหมายของการดูแลด้านโภชนาการจึงไม่ใช่การลดโปรตีนให้ต่ำที่สุด แต่เป็นการกำหนดปริมาณที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย</p>
<h2>ควรเลือกแหล่งโปรตีนอย่างไร</h2>
<p>แหล่งโปรตีนที่สามารถนำมาพิจารณา ได้แก่ ปลา เนื้อไก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และแหล่งโปรตีนจากพืชบางชนิด โดยการเลือกควรพิจารณาร่วมกับระดับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และโรคร่วม ควรจำกัดอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน ลูกชิ้น และเนื้อหมักปรุงรส เนื่องจากอาหารเหล่านี้มักมีโซเดียมและสารเติมแต่งฟอสเฟตในปริมาณสูง</p>
<h2>เวย์โปรตีนและอาหารเสริมโปรตีน</h2>
<p>ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรเริ่มใช้เวย์โปรตีนหรืออาหารเสริมโปรตีนโดยไม่มีการประเมินความต้องการที่ชัดเจน เนื่องจากอาจทำให้ได้รับโปรตีนเกินความเหมาะสม และผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือโซเดียมเพิ่มเติม หากจำเป็นต้องใช้อาหารเสริมโปรตีน ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารที่มีประสบการณ์ด้านโรคไต</p>
<h2>โปรตีนไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว</h2>
<p>อาหารหลายชนิด เช่น ข้าว เส้น ขนมปัง ถั่ว ธัญพืช และผลิตภัณฑ์จากนม ก็มีโปรตีนเช่นกัน ดังนั้นการประเมินปริมาณโปรตีนต่อวันควรคำนวณจากอาหารทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อ</p>
<p>การบริโภคโปรตีนสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ขณะเดียวกันไม่เพิ่มภาระต่อไตโดยไม่จำเป็น แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือการประเมินเป็นรายบุคคล โดยพิจารณาระยะของโรคไต น้ำหนักตัว ภาวะโภชนาการ ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และรูปแบบการรักษาร่วมกัน</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรตีนสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>1. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรได้รับโปรตีนวันละเท่าไร</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> แนวทาง KDIGO 2024 แนะนำว่า ผู้ใหญ่ที่มีโรคไตเรื้อรังระยะ G3–G5 และยังไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไต โดยทั่วไปควรได้รับโปรตีนประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน</p>
<h3>2. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการบริโภคโปรตีนในปริมาณเท่าไร</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคโปรตีนในปริมาณสูงมากกว่า 1.3 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรคไตที่รวดเร็วขึ้น</p>
<h3>3. คำถาม: การลดโปรตีนมากเกินไปอาจส่งผลเสียอย่างไร</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> การจำกัดโปรตีนอย่างเข้มงวดโดยไม่มีการประเมินภาวะโภชนาการ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดโปรตีนและพลังงาน หรือ Protein-Energy Wasting ซึ่งสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ อ่อนแรง ภูมิคุ้มกันลดลง และคุณภาพชีวิตที่ลดลง</p>
<h3>4. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรเลือกแหล่งโปรตีนอย่างไร</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> แหล่งโปรตีนที่สามารถนำมาพิจารณา ได้แก่ ปลา เนื้อไก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และแหล่งโปรตีนจากพืชบางชนิด โดยการเลือกควรพิจารณาร่วมกับระดับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และโรคร่วม</p>
<h3>5. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตสามารถใช้เวย์โปรตีนหรืออาหารเสริมโปรตีนได้หรือไม่</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรเริ่มใช้เวย์โปรตีนหรืออาหารเสริมโปรตีนโดยไม่มีการประเมินความต้องการที่ชัดเจน เนื่องจากอาจทำให้ได้รับโปรตีนเกินความเหมาะสม และผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือโซเดียมเพิ่มเติม หากจำเป็นต้องใช้อาหารเสริมโปรตีน ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารที่มีประสบการณ์ด้านโรคไต</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>Ikizler TA, et al. KDOQI Clinical Practice Guideline for Nutrition in CKD: 2020 Update. American Journal of Kidney Diseases.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/protein-for-chronic-kidney-disease/">แนวทางการบริโภคโปรตีนสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: ปริมาณที่เหมาะสมและการเลือกแหล่งโปรตีน</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/protein-for-chronic-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคไต: ไม่จำเป็นต้องงดทุกอย่าง แต่ควรปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/kidney-disease-nutrition/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/kidney-disease-nutrition/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 01:44:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=359</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ.*35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล “เป็นโรคไตแล้วต้องงดโน่นงดนี่ไปเสียหมด” เป็นความเข้าใจที่ผู้ป่วยจำนวนมากมักได้รับหลังการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นการงดอาหารเค็ม ผลไม้ เนื้อสัตว์ หรือจำกัดน้ำอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วการจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตควรพิจารณาจากระยะของโรค ผลตรวจเลือด โรคร่วม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/kidney-disease-nutrition/">โภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคไต: ไม่จำเป็นต้องงดทุกอย่าง แต่ควรปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><em>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</em></p>
<p><em>นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ.*35)</em></p>
<p><em>ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)</em></p>
<p><em>สถาบันโภชนาการ<br />
มหาวิทยาลัยมหิดล</em></p>
<p>“เป็นโรคไตแล้วต้องงดโน่นงดนี่ไปเสียหมด” เป็นความเข้าใจที่ผู้ป่วยจำนวนมากมักได้รับหลังการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นการงดอาหารเค็ม ผลไม้ เนื้อสัตว์ หรือจำกัดน้ำอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วการจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตควรพิจารณาจากระยะของโรค ผลตรวจเลือด โรคร่วม ยาที่ใช้ ภาวะโภชนาการ และรูปแบบการรักษา เช่น ระยะก่อนฟอกไตหรือระหว่างได้รับการบำบัดทดแทนไต แนวทางที่เหมาะสมจึงควรเป็นการปรับอาหารแบบเฉพาะบุคคล มากกว่าการใช้ข้อห้ามชุดเดียวกันกับผู้ป่วยทุกคน</p>
<h2>1. โปรตีน: ต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป</h2>
<p>โปรตีนมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ ภูมิคุ้มกัน และกระบวนการซ่อมแซมร่างกาย ขณะเดียวกันการเผาผลาญโปรตีนก่อให้เกิดของเสียที่ต้องอาศัยไตในการกำจัด ในผู้ใหญ่ที่มี CKD ระยะ G3–G5 และยังไม่ได้ฟอกไต KDIGO 2024 เสนอปริมาณโปรตีนโดยทั่วไปประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนสูงมากกว่า 1.3 กรัม/กก./วันในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรค อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกราย ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อน้อย น้ำหนักลด หรือผู้ที่ได้รับการฟอกไตอาจมีความต้องการโปรตีนแตกต่างออกไป การลดโปรตีนมากเกินไปโดยไม่มีการประเมินด้านโภชนาการอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหารและการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ</p>
<h2>2. โซเดียม: ไม่ได้มาจากเกลือเพียงอย่างเดียว</h2>
<p>การได้รับโซเดียมมากเกินไปอาจเพิ่มการคั่งของน้ำ ส่งผลให้เกิดอาการบวม เพิ่มความดันโลหิต และเพิ่มภาระต่อหัวใจและไต KDIGO แนะนำให้ผู้ป่วย CKD ส่วนใหญ่จำกัดโซเดียมให้ต่ำกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือประมาณ 5 กรัมต่อวัน แหล่งโซเดียมสำคัญไม่ได้มีเฉพาะเกลือที่เติมระหว่างปรุงอาหาร แต่ยังพบในน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูป ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น ของหมักดอง และอาหารสำเร็จรูป แนวทางที่ปฏิบัติได้จริงคือเลือกอาหารปรุงสด ลดการเติมหรือจิ้มเครื่องปรุง และใช้สมุนไพรหรือเครื่องเทศเพื่อเพิ่มรสชาติแทนความเค็ม</p>
<h2>3. โพแทสเซียม: ไม่จำเป็นต้องจำกัดในผู้ป่วยทุกราย</h2>
<p>ผู้ป่วย CKD ไม่จำเป็นต้องงดอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงทุกคน หากระดับโพแทสเซียมในเลือดยังอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง อาจจำเป็นต้องปรับชนิดและปริมาณของผลไม้ น้ำผัก น้ำผลไม้ น้ำมะพร้าว และผลิตภัณฑ์ที่เติม potassium chloride NIDDK เน้นว่าการจัดการโพแทสเซียมควรพิจารณาจากผลเลือดและคำแนะนำของทีมรักษา การจำกัดอาหารจำนวนมากโดยไม่มีข้อมูลผลตรวจรองรับอาจทำให้อาหารจำกัดเกินความจำเป็นและส่งผลต่อคุณภาพโภชนาการ</p>
<h2>4. ฟอสฟอรัส: ให้ความสำคัญกับสารเติมแต่งในอาหารแปรรูป</h2>
<p>เมื่อการทำงานของไตลดลง ความสามารถในการขับฟอสฟอรัสอาจลดลง แหล่งที่ควรระวังคือ phosphate additives ในอาหารแปรรูป เช่น เนื้อแปรรูป เครื่องดื่มบางชนิด ชีสแปรรูป เบเกอรี และอาหารสำเร็จรูป ผู้บริโภคสามารถสังเกตคำในรายการส่วนประกอบที่มีคำว่า “phos” เช่น phosphoric acid หรือ sodium phosphate ฟอสฟอรัสจากสารเติมแต่งอาหารสามารถถูกดูดซึมได้ง่ายกว่าฟอสฟอรัสตามธรรมชาติจากอาหารบางชนิด จึงควรให้ความสำคัญกับการอ่านฉลากและลดอาหารแปรรูปตามความเหมาะสม</p>
<h2>5. ปริมาณน้ำ: ควรกำหนดตามภาวะของแต่ละคน</h2>
<p>ผู้ป่วย CKD ที่ยังขับปัสสาวะได้ดีอาจไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำอย่างมาก ในขณะที่ผู้ที่มีภาวะบวม หัวใจล้มเหลว ปัสสาวะออกน้อย หรืออยู่ระหว่างการฟอกไตอาจต้องได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณน้ำเป็นรายบุคคล การดื่มน้ำปริมาณมากเพื่อหวัง “ล้างไต” ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน เช่นเดียวกับการจำกัดน้ำโดยไม่มีข้อบ่งชี้</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคไต</h2>
<h3>1. คำถาม: ผู้ป่วย CKD ระยะ G3–G5 ที่ยังไม่ได้ฟอกไตควรได้รับโปรตีนเท่าไร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในผู้ใหญ่ที่มี CKD ระยะ G3–G5 และยังไม่ได้ฟอกไต KDIGO 2024 เสนอปริมาณโปรตีนโดยทั่วไปประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนสูงมากกว่า 1.3 กรัม/กก./วันในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรค อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกราย ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อน้อย น้ำหนักลด หรือผู้ที่ได้รับการฟอกไตอาจมีความต้องการโปรตีนแตกต่างออกไป การลดโปรตีนมากเกินไปโดยไม่มีการประเมินด้านโภชนาการอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหารและการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ</p>
<h3>2. คำถาม: ผู้ป่วย CKD ควรจำกัดโซเดียมเท่าไร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> KDIGO แนะนำให้ผู้ป่วย CKD ส่วนใหญ่จำกัดโซเดียมให้ต่ำกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือประมาณ 5 กรัมต่อวัน แหล่งโซเดียมสำคัญไม่ได้มีเฉพาะเกลือที่เติมระหว่างปรุงอาหาร แต่ยังพบในน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูป ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น ของหมักดอง และอาหารสำเร็จรูป แนวทางที่ปฏิบัติได้จริงคือเลือกอาหารปรุงสด ลดการเติมหรือจิ้มเครื่องปรุง และใช้สมุนไพรหรือเครื่องเทศเพื่อเพิ่มรสชาติแทนความเค็ม</p>
<h3>3. คำถาม: ผู้ป่วย CKD ทุกคนจำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผู้ป่วย CKD ไม่จำเป็นต้องงดอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงทุกคน หากระดับโพแทสเซียมในเลือดยังอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง อาจจำเป็นต้องปรับชนิดและปริมาณของผลไม้ น้ำผัก น้ำผลไม้ น้ำมะพร้าว และผลิตภัณฑ์ที่เติม potassium chloride NIDDK เน้นว่าการจัดการโพแทสเซียมควรพิจารณาจากผลเลือดและคำแนะนำของทีมรักษา การจำกัดอาหารจำนวนมากโดยไม่มีข้อมูลผลตรวจรองรับอาจทำให้อาหารจำกัดเกินความจำเป็นและส่งผลต่อคุณภาพโภชนาการ</p>
<h3>4. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตควรระวังฟอสฟอรัสจากแหล่งใด?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> เมื่อการทำงานของไตลดลง ความสามารถในการขับฟอสฟอรัสอาจลดลง แหล่งที่ควรระวังคือ phosphate additives ในอาหารแปรรูป เช่น เนื้อแปรรูป เครื่องดื่มบางชนิด ชีสแปรรูป เบเกอรี และอาหารสำเร็จรูป ผู้บริโภคสามารถสังเกตคำในรายการส่วนประกอบที่มีคำว่า “phos” เช่น phosphoric acid หรือ sodium phosphate ฟอสฟอรัสจากสารเติมแต่งอาหารสามารถถูกดูดซึมได้ง่ายกว่าฟอสฟอรัสตามธรรมชาติจากอาหารบางชนิด จึงควรให้ความสำคัญกับการอ่านฉลากและลดอาหารแปรรูปตามความเหมาะสม</p>
<h3>5. คำถาม: ผู้ป่วย CKD จำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผู้ป่วย CKD ที่ยังขับปัสสาวะได้ดีอาจไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำอย่างมาก ในขณะที่ผู้ที่มีภาวะบวม หัวใจล้มเหลว ปัสสาวะออกน้อย หรืออยู่ระหว่างการฟอกไตอาจต้องได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณน้ำเป็นรายบุคคล การดื่มน้ำปริมาณมากเพื่อหวัง “ล้างไต” ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน เช่นเดียวกับการจำกัดน้ำโดยไม่มีข้อบ่งชี้</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Slow Progression &amp; Reduce Complications.</li>
<li>Kidney International. Executive Summary of the KDIGO 2024 CKD Guideline.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/kidney-disease-nutrition/">โภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคไต: ไม่จำเป็นต้องงดทุกอย่าง แต่ควรปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/kidney-disease-nutrition/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
