<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Airmed Clinic, Author at Airmed Clinic</title>
	<atom:link href="https://www.airmedclinic.com/author/admin/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.airmedclinic.com/author/admin/</link>
	<description>Just another WordPress site</description>
	<lastBuildDate>Fri, 18 Sep 2026 12:16:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.1</generator>
	<item>
		<title>ความเป็นไปได้และความปลอดภัยของการรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก (Electrohydraulic Acoustic Therapy) สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/ehat-ckd-safety-study/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/ehat-ckd-safety-study/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 09:26:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=564</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเป็นไปได้และความปลอดภัยของการรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก (Electrohydraulic Acoustic Therapy) สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง Frontiers in Medical Technology ประเภทบทความ: Brief Research Report เผยแพร่: 03 มีนาคม 2026 DOI: 10.3389/fmedt.2026.1735319 บรรณาธิการ: [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/ehat-ckd-safety-study/">ความเป็นไปได้และความปลอดภัยของการรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก (Electrohydraulic Acoustic Therapy) สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ความเป็นไปได้และความปลอดภัยของการรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก (Electrohydraulic Acoustic Therapy) สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</strong></p>
<p>Frontiers in Medical Technology<br />
ประเภทบทความ: Brief Research Report<br />
เผยแพร่: 03 มีนาคม 2026<br />
DOI: 10.3389/fmedt.2026.1735319</p>
<p>บรรณาธิการ: Manish Arora, Indian Institute of Science (IISc), India<br />
ผู้ทบทวน: Fu Gao, Yale University, United States; Jithin K. Sreedharan, University of Manitoba, Canada<br />
ผู้ติดต่อ: Talya Wolak (talyaw@szmc.org.il)</p>
<p>ได้รับต้นฉบับ: 29 ตุลาคม 2025<br />
แก้ไข: 08 มกราคม 2026<br />
ได้รับการยอมรับ: 26 มกราคม 2026<br />
เผยแพร่: 03 มีนาคม 2026</p>
<p>การอ้างอิง: Kukla A, Slutzker A, Alterman AP, Veruovic P, Glikson M, Silberman S, Lerman A, Lerman LO and Wolak T (2026) Feasibility and safety of electrohydraulic acoustic therapy for treatment of hypertension in patients with chronic kidney disease. Front. Med. Technol. 8:1735319. doi: 10.3389/fmedt.2026.1735319</p>
<p>ลิขสิทธิ์: © 2026 Kukla, Slutzker, Alterman, Veruovic, Glikson, Silberman, Lerman, Lerman and Wolak บทความนี้เผยแพร่แบบเปิด (Open Access) ภายใต้เงื่อนไขของ Creative Commons Attribution License (CC BY) อนุญาตให้ใช้ แจกจ่าย หรือทำซ้ำในเวทีอื่นได้ โดยต้องให้เครดิตผู้แต่งต้นฉบับและเจ้าของลิขสิทธิ์ และต้องอ้างอิงการตีพิมพ์ต้นฉบับในวารสารนี้ ตามหลักปฏิบัติทางวิชาการที่ยอมรับ ห้ามใช้ แจกจ่าย หรือทำซ้ำในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขเหล่านี้</p>
<p><strong>ผู้เขียน:</strong><br />
Aleksandra Kukla¹, Alex Slutzker², Alexandra Perez Alterman³, Petar Veruovic¹˒⁴, Michael Glikson⁵, Shuli Silberman⁵, Amir Lerman⁶, Lilach O. Lerman¹ และ Talya Wolak⁷*</p>
<p>¹ Division of Nephrology and Hypertension, Department of Medicine, Mayo Clinic, Rochester, MN, United States<br />
² Curespec LTD, Yehud-Monosson, Israel<br />
³ Medistat Ltd., Tel Aviv, Israel<br />
⁴ Faculty of Medicine Hradec Králové, Charles University, Hradec Králové, Czechia<br />
⁵ Jesselson Integrated Heart Center, Shaare Zedek Medical Center, Faculty of Medicine, Hebrew University, Jerusalem, Israel<br />
⁶ Department of Cardiovascular Diseases, Mayo Clinic, Rochester, MN, United States<br />
⁷ Internal Medicine Division, Shaare Zedek Medical Center, Faculty of Medicine, Hebrew University, Jerusalem, Israel</p>
<h2>บทคัดย่อ (Abstract)</h2>
<p><strong>ความเป็นมา (Background):</strong> ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD) การรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก (electro-hydraulic acoustic therapy, eHAT) เป็นการรักษาแบบไม่รุกล้ำที่อาจช่วยลดความดันโลหิต (BP) ได้ แต่ความปลอดภัยและประสิทธิผลในผู้ป่วย CKD ยังไม่ชัดเจน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเป็นไปได้และความปลอดภัยของ eHAT ในกลุ่มประชากรนี้</p>
<p><strong>วิธีการ (Methods):</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า (prospective) แขนเดียว (single-arm) ศูนย์เดียว (single-center) เพื่อพิสูจน์แนวคิด (proof-of-concept) ผู้ป่วย CKD ได้รับการรักษาด้วย eHAT จำนวน 6 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ มีการประเมินความดันโลหิตที่คลินิก (แบบมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วยและไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย) ที่จุดเริ่มต้นและที่ 4, 12, 24 และ 48 สัปดาห์หลังการรักษา มีการตรวจวัดความดันโลหิตแบบต่อเนื่อง (Ambulatory BP monitoring, ABPM) ที่จุดเริ่มต้น, 12 สัปดาห์ และ 48 สัปดาห์ จุดวัดผลหลัก (primary endpoint) คือการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตซิสโตลิกที่คลินิก (systolic office BP, OBP) จากจุดเริ่มต้นถึง 12 สัปดาห์ จุดวัดผลรอง (secondary endpoints) ได้แก่ การวัดความดันโลหิตเพิ่มเติม การทำงานของไต และความปลอดภัย</p>
<p><strong>ผลการศึกษา (Results):</strong> ผู้ป่วย 15 รายเข้ารับการติดตามครบทุกครั้ง ที่ 12 สัปดาห์ ค่าเฉลี่ยของ systolic OBP ลดลง 9.73 mmHg (SD 14.77; p = 0.0032) และยังคงลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ 24 สัปดาห์ (−7.67 mmHg; p = 0.0335) และ 48 สัปดาห์ (−19.40 mmHg; p &lt; 0.0001) การลดลงของ diastolic OBP มีนัยสำคัญที่ 12 สัปดาห์ (p = 0.0413) และ 48 สัปดาห์ (p = 0.0022) เมื่อถึง 12 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วม 26% ลดจำนวนหรือขนาดยาลดความดันโลหิตลงได้ การทำงานของไตคงที่ตลอดการศึกษา ไม่พบสัญญาณด้านความปลอดภัยใดๆ</p>
<p><strong>สรุป (Conclusion):</strong> การศึกษาของเราแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้และการทนต่อการรักษาของ eHAT ในผู้ป่วย CKD ที่มีความดันโลหิตสูง (HTN) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขนาดตัวอย่างที่เล็กและไม่มีกลุ่มควบคุม ผลการศึกษานี้ควรถือเป็นข้อมูลเบื้องต้น</p>
<p><strong>คำสำคัญ (Keywords):</strong> การตรวจวัดความดันโลหิตแบบต่อเนื่อง (ambulatory blood pressure monitoring), การรักษาด้วยยาลดความดันโลหิต (antihypertensive therapy), ความดันโลหิต (blood pressure), โรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease), การรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก (electro-hydraulic acoustic therapy), ความดันโลหิตสูง (hypertension), การรักษาด้วยอุปกรณ์ (device-based therapy)</p>
<h2>1. บทนำ (Introduction)</h2>
<p>ความดันโลหิตสูง (HTN) และโรคไตเรื้อรัง (CKD) เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ โดยมีอัตราความชุกเพิ่มขึ้นและมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต (1, 2) นอกจากนี้ ผู้ป่วย CKD มักเผชิญกับปัญหาการใช้ยาหลายชนิด (polypharmacy) โดย 48% ใช้ยา 5-9 ชนิด และ 29% ใช้ยาตั้งแต่ 10 ชนิดขึ้นไป (3) ผู้ป่วย CKD มากกว่า 30% มีความร่วมมือในการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิตที่ไม่ดี ซึ่งสัมพันธ์กับการควบคุมความดันโลหิต (BP) ที่ไม่ดี (4) ดังนั้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับการรักษาความดันโลหิตสูงที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มี CKD มีประสิทธิผลในการจัดการ BP ไม่ส่งผลเสียต่อการทำงานของไตหรือสมดุลอิเล็กโทรไลต์ (เช่น ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง) สามารถให้การรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ได้ และไม่เพิ่มภาระด้านการใช้ยา</p>
<p>ทางเลือกใหม่อย่างหนึ่งนอกเหนือจากการรักษาด้วยยา คือการรักษาด้วยอุปกรณ์ เช่น การทำลายเส้นประสาทไต (renal denervation, RDN) (5) การกระตุ้นตัวรับความดัน (baroreflex activation therapy, BAT) (6) หรือการปรับสภาพระบบประสาทหัวใจ (cardiac neuromodulation) (7) RDN ปัจจุบันถือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะดื้อยาลดความดันโลหิตอย่างแท้จริง (true resistant hypertension, RH) รวมถึงผู้ป่วยที่ไม่ร่วมมือและ/หรือไม่ทนต่อการรักษาด้วยยา (5) แม้ว่าจะประสบความสำเร็จ แต่หัตถการเหล่านี้เป็นการรุกล้ำ ต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะและได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และต้องพึ่งพาการให้สารทึบรังสีไอโอดีนโดยตรงเข้าสู่ไต ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นพิษต่อไตในผู้ป่วย CKD</p>
<p>การรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก (eHAT) เป็นแนวทางใหม่ที่มีศักยภาพในการจัดการ HTN โดยเป็นวิธีที่ไม่รุกล้ำ ไม่ใช้ยา สามารถทำแบบผู้ป่วยนอก และอาจเป็นแนวทางที่เปลี่ยนโฉมการปรับความดันโลหิต (8) eHAT ส่งคลื่นเสียงที่มีลักษณะเป็นคลื่นแหลมฉับพลัน คลื่นชนิดนี้มีแรงดันสูงสุด (peak pressure) สูงถึงประมาณ 19.6 MPa (ตามคู่มือผู้ใช้ Nephrospec) และมีวงจรชีวิตสั้นประมาณ 1 ไมโครวินาที พารามิเตอร์พลังงานเฉพาะสำหรับ eHAT ถูกเลือกโดยอ้างอิงจากการศึกษาก่อนการทดลองทางคลินิก (preclinical) ที่แสดงให้เห็นว่าคลื่นกระแทกความเข้มต่ำ (low-intensity shock waves) ที่ 0.09 mJ/mm² ด้วยจำนวนแรงกระตุ้น 200-300 ครั้ง จะช่วยเพิ่มความมีชีวิตของเซลล์ให้เหมาะสมที่สุด เพิ่มการแสดงออกของปัจจัยสร้างหลอดเลือด (angiogenic factors) และลดการตายของเซลล์แบบ apoptosis ให้น้อยที่สุด จึงส่งเสริมการซ่อมแซมเนื้อเยื่อโดยไม่มีผลเสีย (9, 10) eHAT มุ่งเป้าไปที่เนื้อเยื่อโดยตรง โดยใช้คลื่นเสียงที่สร้างขึ้นด้วยไฟฟ้าไฮดรอลิกเพื่อกระตุ้นกระบวนการ mechanotransduction ในโครงสร้างของไตและหลอดเลือด มีสมมติฐานว่าการรักษานี้อาจกระตุ้นการส่งสัญญาณไนตริกออกไซด์ การปรับโครงสร้างหลอดเลือดฝอย และการไหลเวียนเลือดในไตที่ดีขึ้น โดยไม่ทำลายเส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อไต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในผู้ป่วย CKD ในทางตรงกันข้าม การทำลายเส้นประสาทไตจะลดความดันโลหิตผ่านการจี้ด้วยความร้อนที่เส้นประสาทซิมพาเทติก (11, 12) อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า eHAT จะลดความดันโลหิตในผู้ที่มี CKD ได้มากน้อยเพียงใด และความปลอดภัยต่อการทำงานของไตในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงนี้เป็นอย่างไร</p>
<p>เพื่อเติมเต็มช่องว่างองค์ความรู้นี้ เราได้ทดสอบสมมติฐานว่า eHAT สามารถลดความดันโลหิตในขณะที่ยังคงรักษาการทำงานของไตในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงและ CKD ไว้ได้ ในการศึกษากลุ่มตัวอย่างทางคลินิกแบบนำร่อง (pilot prospective clinical cohort study)</p>
<h2>2. วิธีการ (Methods)</h2>
<h3>2.1 รูปแบบการศึกษา (Study design)</h3>
<p>การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบมีการแทรกแซง (interventional) ไปข้างหน้า (prospective) แขนเดียว (single-arm) ศูนย์เดียว (single center) เพื่อพิสูจน์แนวคิด (proof of concept) สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น HTN และ CKD ระยะที่ 3 และ 4 ตามที่กำหนดโดยอัตราการกรองของไตโดยประมาณ (estimated glomerular filtration rate, eGFR) ระหว่าง 20 ถึง 60 mL/min/1.73m² ตามสมการ CKD-EPI ปี 2021 (13) การคัดกรอง การลงทะเบียน การรักษา และการนัดติดตามผล ดำเนินการที่ Sha&#8217;are Zedek Medical Center กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล โพรโทคอลได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมท้องถิ่นทุกแห่ง และผู้ป่วยทุกรายให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรในการเข้าร่วมการทดลอง การทดลองนี้ออกแบบให้สอดคล้องกับปฏิญญาเฮลซิงกิ (Declaration of Helsinki) คณะกรรมการติดตามความปลอดภัยและข้อมูลที่เป็นอิสระ (independent data safety and monitoring committee) ทำหน้าที่ติดตามผู้ป่วยเพื่อเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ การทดลองนี้ได้ลงทะเบียนในเว็บไซต์การทดลองทางคลินิกของอิสราเอล (clinicaltrial.health.gov.il/clinicaltrials/?MOHResearchId=MOH_2021-12-29_010422) โดยมีรหัสและหมายเลขทะเบียนการทดลองคือ MOH_2021-12-29_010422</p>
<h3>2.2 ผู้ป่วย (Patients)</h3>
<p>ผู้ป่วยที่มีสิทธิ์เข้าร่วมคือผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 80 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น HTN และ CKD ผู้ป่วยจะถูกคัดออกหากมีประวัติเบาหวานชนิดที่ 1 (type-1 DM), เบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมได้ไม่ดี (HbA1c &gt; 10%), ภาวะโลหิตจางที่มีระดับฮีโมโกลบิน (Hb) ≤ 9 กรัมต่อเดซิลิตร, ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (macrohematuria), HTN ที่เกิดจากสาเหตุที่ระบุได้และรักษาได้ (ยกเว้นภาวะหลอดเลือดแดงไตตีบที่ทราบอยู่แล้ว), การใช้ยาที่อาจเพิ่มความดันโลหิต หรือมีมะเร็งที่ยังคงดำเนินอยู่ (เนื้องอกปฐมภูมิหรือการแพร่กระจาย) เกณฑ์คัดออกอื่นๆ ได้แก่ การใช้ยาต้านวิตามินเค (vitamin K antagonists) หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานโดยตรง (direct oral anticoagulants), ระดับเกล็ดเลือดผิดปกติ, ประวัติความผิดปกติทางโลหิตวิทยาที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก; ภาวะกรวยไตอักเสบที่ยังดำเนินอยู่ (active pyelonephritis); ประวัตินิ่วในไต, โรคไตระยะสุดท้าย, การปลูกถ่ายไต หรือการตั้งครรภ์ ผู้ป่วยทุกรายเป็นคนผิวขาวเชื้อสายผสมยุโรป-ตะวันออกกลาง</p>
<h3>2.3 หัตถการ (Procedure)</h3>
<p>ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วย eHAT จำนวน 6 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ โดยใช้เครื่อง Nephrospec™ (Curespec LTD) ผู้ป่วยถูกจัดให้อยู่ในท่านอนคว่ำ (prone position) ระหว่างการรักษา และมีการระบุตำแหน่งไตโดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ (US) มาตรฐาน ไม่มีการให้ยาแก้ปวด แต่ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำให้แจ้งเจ้าหน้าที่หากรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายระหว่างการรักษา มีการเลือกโซนการรักษาทั้งหมด 8 โซน แต่ละโซนมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มม. บนไตแต่ละข้าง โดยระบุตำแหน่งด้วยอัลตราซาวนด์และให้การรักษาจากทางด้านหลัง (posterior approach) ด้วยคลื่นกระแทก 300 ครั้งต่อตำแหน่ง รวมเป็น 2,400 ครั้งต่อไตต่อครั้งของการรักษา ไตทั้งสองข้างได้รับการรักษา (รวม 4,800 ครั้งต่อการรักษาหนึ่งครั้ง) พลังงานในการรักษาอยู่ที่ 0.09 mJ/mm² ด้วยความถี่ 160 ครั้ง/นาที (2.66 Hz) ผู้ป่วยได้รับการประเมินที่ช่วงสิ้นสุดการรักษา (end of treatment, EOT), 4, 12, 24 และ 48 สัปดาห์หลังการรักษาครั้งสุดท้าย (Supplementary Figure S1)</p>
<p><strong>[ใส่ภาพ Supplementary Figure S1 ตรงนี้]</strong></p>
<p>ผู้ป่วยได้รับการวัดความดันโลหิตที่คลินิกแบบมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย (attended office BP, OBP) และแบบไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย (unattended office BP, uOBP) ในทุกครั้งของการนัดติดตามผล มีการตรวจวัดความดันโลหิตแบบต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (ABPM) ที่จุดเริ่มต้น, 12 สัปดาห์ และ 48 สัปดาห์ นอกจากนี้ มีการเก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะเพื่อวิเคราะห์การทำงานของไตและภาวะโปรตีนในปัสสาวะในทุกครั้งของการนัดติดตามผล</p>
<h3>2.4 ผลลัพธ์ (Outcomes)</h3>
<h3>2.4.1 จุดวัดผลด้านความดันโลหิต (BP endpoints)</h3>
<p>จุดวัดผลด้านประสิทธิผลหลัก (primary efficacy endpoint) คือการเปลี่ยนแปลงของ systolic OBP จากจุดเริ่มต้นถึง 12 สัปดาห์หลังการรักษา จุดวัดผลด้านประสิทธิผลอื่นๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของ systolic และ diastolic OBP, uOBP และ ABPM จากจุดเริ่มต้นจนถึง 48 สัปดาห์ของการติดตามผล</p>
<p>OBP วัด 3 ครั้งในท่านั่งหลังพัก 10 นาที (โดยใช้ค่าเฉลี่ยของสองครั้งสุดท้าย) ในขณะที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย uOBP ถูกกำหนดให้เป็นค่า OBP ที่วัดแบบอัตโนมัติ 5 ครั้ง (ใช้ค่าเฉลี่ยของสามครั้งสุดท้าย) ที่ช่วงเวลาสุ่ม ในท่านั่งหลังพัก 10 นาที โดยไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย</p>
<h3>2.4.2 ผลของ eHAT ต่อจำนวนยาลดความดันโลหิตและการปรับขนาดยา</h3>
<p>เราใช้ดัชนีวัดภาระของยาลดความดันโลหิต (Measurement Index for Antihypertensive Medication Burden) ที่เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้ (MedIndex-1) (14) ในรูปแบบที่ดัดแปลง (MedIndex-2) เพื่อประเมินผลของการรักษาต่อจำนวนและขนาดยาลดความดันโลหิต เครื่องมือเหล่านี้ใช้วัดปริมาณภาระของยาลดความดันโลหิตและประเมินการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของการรักษาตามเวลา MedIndex-1 คำนวณผลรวมของอัตราส่วนขนาดยาที่สั่งจ่ายต่อขนาดยามาตรฐาน โดยถ่วงน้ำหนักตามกลุ่มยา (14) MedIndex-2 คูณผลรวมนี้ด้วยจำนวนยา เพื่อสะท้อนทั้งขนาดยาและจำนวนยาที่สั่งจ่าย MedIndex-2 ได้รับการดัดแปลงจาก MedIndex-1 เพื่อให้สามารถอธิบายรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงการใช้ยาลดความดันโลหิตตลอดการศึกษาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในขณะที่ MedIndex-1 ให้ภาพรวมทั่วไปของภาระยา MedIndex-2 มีความไวมากขึ้นต่อความแตกต่างของความเข้มข้นของยาและการเปลี่ยนแปลงสูตรการรักษาที่อาจไม่ได้ถูกจับได้อย่างครบถ้วนด้วยดัชนีเดียว แม้ว่าจะยังไม่มีสิ่งพิมพ์เชิงระเบียบวิธีแยกต่างหากสำหรับ MedIndex-2 แต่แนวทางนี้เคยถูกใช้ในการประเมินทางคลินิกของระบบ Symplicity Spyral™ Renal Denervation System ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลสรุปความปลอดภัยและประสิทธิผล (Summary of Safety and Effectiveness Data) ที่ได้รับการรับรองจาก FDA การใช้ดัชนีทั้งสองในบริบทเชิงกำกับดูแลดังกล่าวสนับสนุนความเป็นไปได้และความสามารถในการตีความของ MedIndex-2 สำหรับการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ยาในการทดลองที่ผลของการรักษาและการปรับยาอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน (https://www.accessdata.fda.gov/scripts/cdrh/cfdocs/cfpma/pma.cfm?id=P220026)</p>
<h3>2.4.3 จุดวัดผลด้านไต (Kidney endpoints)</h3>
<p>ผลของ eHAT ต่อการทำงานของไตได้รับการประเมินโดยใช้ค่าครีอะตินินในซีรัม (serum creatinine) และการวัดค่า eGFR ที่จุดเริ่มต้นและจุดติดตามผล อัตราส่วนโปรตีนต่อครีอะตินินในปัสสาวะ (urine protein-to-creatinine ratio, uPCR) ก็ถูกวัดในจุดเวลาเดียวกันนี้ด้วย</p>
<p>จุดวัดผลด้านความปลอดภัย: มีการบันทึกผลข้างเคียงใดๆ ที่ผู้ป่วยรายงานซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์หรือโพรโทคอล</p>
<h3>2.5 การวิเคราะห์ทางสถิติ (Statistical analysis)</h3>
<p>การศึกษานี้ออกแบบมาให้เป็นเชิงพรรณนา (descriptive) โดยธรรมชาติ จึงไม่มีการใช้การทดสอบนัยสำคัญทางสถิติอย่างเป็นทางการ มีการรายงานค่า p-value ในเชิงนามธรรม (nominal) เพื่อวัตถุประสงค์เสริม</p>
<p>ตัวแปรและพารามิเตอร์ที่วัดได้ทั้งหมดถูกสรุปโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ตารางสรุปสำหรับตัวแปรเชิงหมวดหมู่รวมถึงขนาดตัวอย่าง ความถี่สัมบูรณ์ และความถี่สัมพัทธ์ สำหรับตัวแปรต่อเนื่อง ตารางสรุปให้ข้อมูลขนาดตัวอย่าง ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่ามัธยฐาน และค่าสูงสุด</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มต้นถูกคำนวณสำหรับพารามิเตอร์ BP แต่ละตัว, eGFR และ uPCR (โดยใช้ %การเปลี่ยนแปลงสำหรับ uPCR) มีการใช้แบบจำลองผสม (mixed model) สำหรับการวัดซ้ำ (repeated measures) กับการเปลี่ยนแปลงของแต่ละพารามิเตอร์ โดยปรับตามค่าพื้นฐาน ค่า p-value แบบด้านเดียว (one-sided) ถูกนำเสนอในตารางสำหรับพารามิเตอร์ BP สมมติฐานหลัก (null hypothesis) ตั้งสมมติฐานว่า BP จะไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลา ในขณะที่สมมติฐานทางเลือก (alternative hypothesis) คาดการณ์ว่า BP จะลดลง เนื่องจากนี่เป็นสมมติฐานด้านเดียว อัตราความผิดพลาดประเภทที่ 1 ทั้งหมด 5% จึงถูกนำไปใช้กับด้านเดียว ซึ่งทำให้ได้ค่า p-value แบบด้านเดียว สำหรับพารามิเตอร์ systolic BP ใช้แบบจำลองเดียวกันเพื่อพิจารณาว่าการลดลงมากกว่า 5 mmHg หรือไม่ สำหรับ uPCR มีการใช้แบบจำลองผสมสำหรับการวัดซ้ำกับ %การเปลี่ยนแปลง ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรม SAS® เวอร์ชัน 9.4 (SAS Institute, Cary, North Carolina)</p>
<h2>3. ผลการศึกษา (Results)</h2>
<p>ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ถึงกรกฎาคม 2023 เราคัดกรองผู้ป่วย 24 ราย มีผู้ลงทะเบียน 21 ราย และผู้ป่วย 20 รายเข้ารับการรักษา eHAT ครบตามโพรโทคอล ผู้ป่วย 4 รายออกจากการศึกษาในภายหลังด้วยเหตุผลต่างๆ ก่อนถึงจุดวัดผลหลัก (การผ่าตัดที่ไม่เกี่ยวข้อง, ไม่สามารถปฏิบัติตามตารางนัดติดตามผลได้) ผู้ป่วยหนึ่งรายถูกตัดออกเนื่องจากมีข้อผิดพลาดในการวัดความดันโลหิตโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ผลการอ่านไม่ถูกต้อง ดังนั้นการวิเคราะห์ขั้นสุดท้ายจึงรวมผู้ป่วย 15 รายที่ทำตามโพรโทคอลการศึกษาครบถ้วน (Supplementary Figure S2)</p>
<p>ตารางที่ 1 แสดงลักษณะพื้นฐาน (baseline characteristics) ของผู้ป่วย 15 รายที่นำมาวิเคราะห์ โดยรวมแล้วมีเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยมีอายุเฉลี่ย (SD) 69.5 (9) ปี และ 60% มีโรคเบาหวาน ผู้ป่วย 14 รายใช้ยาลดความดันโลหิต และ 5/15 ราย (33%) มีประวัติภาวะดื้อยาความดันโลหิตสูง (RH) ผู้ป่วยหนึ่งรายที่ไม่ได้ใช้ยาลดความดันโลหิตมีค่า OBP 148/82 mmHg ที่จุดเริ่มต้น และ 130/71 mmHg ที่จุดวัดผลด้านประสิทธิผลหลัก (12 สัปดาห์จาก EOT) ไม่มีผู้ป่วยรายใดมีภาวะหลอดเลือดแดงไตตีบ ค่าเฉลี่ย systolic OBP (SD) และ diastolic (SD) เท่ากับ 139.2 mmHg (15.7) และ 77.4 mmHg (7.8) ตามลำดับ ค่าเฉลี่ย eGFR (SD) เท่ากับ 45.6 (14) mL/min/1.73m²</p>
<p>&#8212; ตารางที่ 1 — ลักษณะพื้นฐานของกลุ่มศึกษา (N = 15) &#8212;</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone wp-image-569 size-full" src="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-1-table.png" alt="ลักษณะพื้นฐานของกลุ่มศึกษา (N = 15" width="456" height="807" srcset="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-1-table.png 456w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-1-table-170x300.png 170w" sizes="(max-width: 456px) 100vw, 456px" /></p>
<p>(SD = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน; BMI = ดัชนีมวลกาย; eGFR = อัตราการกรองของไตโดยประมาณ; MAP = ความดันโลหิตเฉลี่ย)</p>
<h3>3.1 ผลของ eHAT ต่อความดันโลหิต (Effects of eHAT on BP)</h3>
<p>ตารางที่ 2 แสดงค่าความดันโลหิต (OBP, uOBP และ ABPM) ที่จุดเริ่มต้นและการนัดติดตามผล ในขณะที่ตารางที่ 3 แสดงการเปลี่ยนแปลงของพารามิเตอร์ BP จากจุดเริ่มต้นถึงจุดติดตามผลแต่ละช่วงเวลา การเปลี่ยนแปลงของ systolic และ diastolic OBP และ uOBP แสดงเป็นกราฟในรูปที่ 1</p>
<p>ที่จุดวัดผลด้านประสิทธิผลหลัก (12 สัปดาห์จากจุดเริ่มต้น) systolic OBP (SD) ลดลง 9.73 mmHg (14.77) จากจุดเริ่มต้น (p = 0.0032) การลดลงของ systolic OBP ปรากฏชัดตั้งแต่ 4 สัปดาห์หลังการรักษา โดยมีแนวโน้มเข้าใกล้นัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.05) และยังคงมีนัยสำคัญในการนัดติดตามผลครั้งต่อๆ ไป โดยมีค่าเฉลี่ย (SD) ลดลง 7.67 mmHg (18.96), p = 0.0335 และ 19.40 mmHg (19.75), p &lt; 0.0001 ที่ 24 และ 48 สัปดาห์ ตามลำดับ การลดลงของ diastolic OBP มีนัยสำคัญทางสถิติเฉพาะที่ 12 สัปดาห์ (p = 0.0413) และ 48 สัปดาห์ (p = 0.0022) systolic และ diastolic uOBP ก็ลดลงหลังการรักษาเช่นกัน โดยมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกจุดติดตามผล ยกเว้นที่ 12 สัปดาห์หลังการรักษาสำหรับ systolic และที่ 4 และ 12 สัปดาห์หลังการรักษาสำหรับ diastolic uOBP (ตารางที่ 3; รูปที่ 1)</p>
<p>systolic และ diastolic ABPM ในการนัดติดตามผลแสดงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้น (ตารางที่ 3; รูปที่ 1) systolic ABPM โดยรวม (SD) เปลี่ยนแปลง −3 mmHg (13.23) ที่ 12 สัปดาห์ และ −4.0 mmHg (14.10) ที่ 48 สัปดาห์ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีขนาดเล็กน้อยและไม่ถึงนัยสำคัญทางสถิติในการวิเคราะห์โดยรวม รวมถึงการวัดในช่วงกลางคืน ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติใน diastolic ABPM โดยรวม systolic BP ในช่วงกลางวันแสดงการลดลง −3.6 mmHg (15.01) ที่ 12 สัปดาห์ และ −5.29 mmHg (14.17) ที่ 48 สัปดาห์ ซึ่งไม่ถึงนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.086 ทั้งสองจุดเวลา) มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางสถิติเพียงจุดเดียวคือ diastolic BP ในช่วงกลางวันที่ 48 สัปดาห์ ซึ่งลดลง −3.7 mmHg (7.1; p = 0.0412)</p>
<p><strong>[ใส่ตารางที่ 2 ตรงนี้]</strong></p>
<p>&#8212; ตารางที่ 2 — ผลความดันโลหิตที่จุดเริ่มต้นและการติดตามผล &#8212;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone wp-image-570 size-full" src="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-2-Baseline.webp" alt="ผลความดันโลหิตที่จุดเริ่มต้นและการติดตามผล " width="1033" height="467" srcset="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-2-Baseline.webp 1033w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-2-Baseline-300x136.webp 300w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-2-Baseline-1024x463.webp 1024w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-2-Baseline-768x347.webp 768w" sizes="(max-width: 1033px) 100vw, 1033px" /></p>
<p>(BP = ความดันโลหิต; uOBP = ความดันโลหิตที่คลินิกแบบไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย; EOT = สิ้นสุดการรักษา; ABPM = การตรวจวัดความดันโลหิตแบบต่อเนื่อง; SD = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน; X = ไม่มีการวัดในจุดเวลานี้)</p>
<h3>3.2 การปรับสูตรยาลดความดันโลหิต (Adjustment in anti-hypertensive regimen)</h3>
<p>แม้จะมีคำแนะนำสำหรับทั้งผู้ป่วยและผู้ให้บริการด้านสุขภาพให้พยายามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงยาลดความดันโลหิต แต่ผู้ป่วย 5 รายมีการเปลี่ยนแปลงสูตรการรักษาความดันโลหิตสูงเมื่อถึงการติดตามผลที่ 12 สัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วย 2 รายลดขนาดยาลง 3 รายหยุดยาลดความดันโลหิตหนึ่งชนิด และ 1 รายเพิ่มขนาดยา โดยรวมแล้ว MedIndex-2 แสดงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนและขนาดยาลดความดันโลหิตที่การติดตามผล 12 เดือน (p = 0.029) (Supplementary Figure S3) ข้อมูลรายบุคคล (Supplementary Table S1) เผยให้เห็นว่ามีเพียงผู้ป่วยรายเดียวที่มีภาระยาเพิ่มขึ้นในจุดเวลานี้</p>
<p><strong>[ใส่ภาพ Supplementary Figure S3 ตรงนี้]</strong></p>
<p><strong>[ใส่ Supplementary Table S1 ตรงนี้]</strong></p>
<h3>3.3 ผลลัพธ์ด้านความปลอดภัย (Safety outcomes)</h3>
<p>eGFR คงที่ตลอดการศึกษา (Supplementary Figure S4) ในทำนองเดียวกัน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในการขับโปรตีนออกทางปัสสาวะในช่วง 48 สัปดาห์ของการติดตามผล (ไม่แสดงข้อมูล)</p>
<p>ผู้เข้าร่วมไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการรักษาด้วย eHAT ผู้เข้าร่วม 2 รายรายงานอาการปวดหลังเล็กน้อยที่หายได้เองหลังการรักษา เราไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่มีนัยสำคัญในช่วง 30 วันแรกและ 6 เดือนหลังการรักษา ผู้เข้าร่วมรายหนึ่งที่รายงานอาการปวดหลังระหว่างและหลังการรักษาได้รับการวินิจฉัยในภายหลังว่าเป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา</p>
<p>เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อโควิด-19 และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิด ST-elevation ที่สัปดาห์ที่ 27 หลังการรักษา</p>
<p>&#8212; ตารางที่ 3 — การเปลี่ยนแปลงของพารามิเตอร์ความดันโลหิตจากจุดเริ่มต้นถึงการติดตามผล &#8212;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone wp-image-571 size-full" src="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-3-change.webp" alt="การเปลี่ยนแปลงของพารามิเตอร์ความดันโลหิตจากจุดเริ่มต้นถึงการติดตามผล " width="905" height="959" srcset="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-3-change.webp 905w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-3-change-283x300.webp 283w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-3-change-768x814.webp 768w" sizes="(max-width: 905px) 100vw, 905px" /></p>
<p>(ABPM = การตรวจวัดความดันโลหิตแบบต่อเนื่อง; BP = ความดันโลหิต; EOT = สิ้นสุดการรักษา; uOBP = ความดันโลหิตที่คลินิกแบบไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-573 size-full" src="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-4.webp" alt="การเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต " width="891" height="829" srcset="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-4.webp 891w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-4-300x279.webp 300w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-4-768x715.webp 768w" sizes="(max-width: 891px) 100vw, 891px" /></p>
<p>รูปที่ 1: การเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต (แบบมีเจ้าหน้าที่ vs. ไม่มีเจ้าหน้าที่ vs. ABPM กลางวัน/กลางคืน) หลังการรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก: จากจุดเริ่มต้นถึงการติดตามผล 48 สัปดาห์ (A) ความดันโลหิตที่คลินิกแบบมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย; (B) ความดันโลหิตที่คลินิกแบบไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย; (C) การตรวจวัดความดันโลหิตแบบต่อเนื่องในช่วงกลางวัน; (D) การตรวจวัดความดันโลหิตแบบต่อเนื่องในช่วงกลางคืน OBP = ความดันโลหิตที่คลินิก; uOBP = ความดันโลหิตที่คลินิกแบบไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย; ABPM = การตรวจวัดความดันโลหิตแบบต่อเนื่อง; EOT = สิ้นสุดการรักษา</p>
<h2>4. การอภิปราย (Discussion)</h2>
<p>การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการรักษาด้วย eHAT ช่วยปรับปรุง OBP ในผู้ที่มี HTN และ CKD แม้ว่า ABPM จะไม่ยืนยันผลดังกล่าว การรักษาโดยรวมทนได้ดีโดยไม่มีข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่สำคัญ ความดันโลหิตสูงพบได้บ่อยมากในผู้ที่มี CKD และเป็นทั้งสาเหตุและผลของการดำเนินโรค CKD แม้จะมีความก้าวหน้าในการรักษา แต่มีผู้ป่วย CKD มากถึง 40% ที่แสดงให้เห็นว่ามีภาวะดื้อยาความดันโลหิตสูงที่ชัดเจน (apparent treatment-resistant hypertension) ซึ่งนิยามว่าเป็น BP ≥140/90 mmHg ขณะใช้ยาลดความดันโลหิตตั้งแต่ 3 ชนิดขึ้นไป หรือใช้ยาลดความดันโลหิตตั้งแต่ 4 ชนิดขึ้นไป ตามข้อมูลจาก Chronic Renal Insufficiency Cohort (CRIC) (15) การศึกษาอื่นแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วย CKD มากกว่าครึ่งหนึ่งอาจมีภาวะดื้อยาความดันโลหิตสูงที่ชัดเจน เมื่อใช้เป้าหมาย BP &lt;120 ที่แนะนำโดย Kidney Disease Improving Global Outcomes ในปัจจุบัน (16) ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับแนวทางการรักษาที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถทนหรือต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ยาหลายชนิด และความซับซ้อนของการรักษายิ่งเพิ่มโอกาสของการไม่ปฏิบัติตามสูตรการรักษาที่กำหนด (17) หัตถการต่างๆ เช่น RDN, การกระตุ้นตัวรับความดัน และการเชื่อมต่อหลอดเลือดแดง-หลอดเลือดดำ (arteriovenous anastomosis) อาจได้ผลดี แต่อาจรุกล้ำเกินไปสำหรับผู้ป่วย CKD, เบาหวาน หรือโรคอ้วนจำนวนมาก (18) ในทางตรงกันข้าม eHAT นำเสนอทางเลือกที่มีศักยภาพ แต่ความปลอดภัยและประสิทธิผลยังต้องได้รับการพิสูจน์ในผู้ป่วยจำนวนที่มากขึ้น</p>
<p>การลดลงของจำนวนและขนาดยาลดความดันโลหิตหลังการรักษาด้วย eHAT ตามที่วัดโดย MedIndex ร่วมกับการลดลงของ BP ที่พบ สนับสนุนบทบาทที่เป็นไปได้ของ eHAT ในการควบคุมความดันโลหิต ดังนั้น eHAT อาจถูกใช้ร่วมกับหรือแทนที่ยาลดความดันโลหิตสำหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หากการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials) ในอนาคตยืนยันประสิทธิผลของวิธีนี้</p>
<p>การใช้อุปกรณ์นี้อาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามการรักษา ประสบผลข้างเคียงจากยาลดความดันโลหิต หรือเผชิญกับภาระการรักษาที่สูง (19)(20)(21) ปัจจุบัน กลไกที่เป็นไปได้ว่า eHAT จะลดความดันโลหิตอย่างไรนั้นส่วนใหญ่ยังไม่ชัดเจนและอ้างอิงจากการวิจัยในสัตว์เป็นหลัก ไม่ใช่การศึกษาในมนุษย์ มีสมมติฐานว่า eHAT อาจลดความดันโลหิตผ่านการทำลายเส้นประสาทไต (denervation) โดยส่งพลังงานไปยังเส้นประสาทไต ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับหัตถการ RDN ที่ใช้โดยบริษัท RECOR (19) (แบบคลื่นเสียง) และ MEDTRONIC (แบบคลื่นความถี่วิทยุ) (20) เพื่อสนับสนุนสมมติฐานนี้ งานวิจัยก่อนหน้านี้ในสุกรแสดงให้เห็นการลดลงของการหลั่งนอร์เอพิเนฟรินในไตหลังการรักษาด้วย eHAT (21) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการพิสูจน์ผลการค้นพบนี้ในมนุษย์</p>
<p>OBP ยังคงต่ำกว่าจุดเริ่มต้นจนถึง 48 สัปดาห์ของการติดตามผล ผลลดความดันโลหิตในระยะยาวของ RDN ก็เคยแสดงให้เห็นมาก่อนเช่นกัน (นานถึง 36 เดือนของการติดตามผล) (22, 23) และหลักฐานจากการใช้งานจริง (real world evidence) ยืนยันผลการลดความดันโลหิตที่ยั่งยืนได้นานถึง 10 ปีหลังการทำหัตถการ (24) จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อชี้แจงว่า OBP ที่ต่ำลงนั้นเกี่ยวข้องกับการรักษาด้วย eHAT อย่างแท้จริงหรือไม่ และกลไกเบื้องหลังการปรับปรุง OBP ที่ยั่งยืนในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p>
<p>ข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่าทั้ง OBP แบบมีเจ้าหน้าที่และไม่มีเจ้าหน้าที่ดีขึ้นหลังการรักษาด้วย eHAT มากกว่า ABPM ผลการค้นพบเหล่านี้สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ที่ว่าการรักษาลดความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่งผลให้ OBP ลดลงมากกว่า ABPM ผลกระทบนี้พบทั้งใน SBP และ DBP โดยผลของการรักษาที่วัดได้จาก OBP มากกว่าการวัดแบบ 24 ชั่วโมงถึง 36% สำหรับ SBP และ 33% สำหรับ DBP (25) ผลกระทบของการรักษาได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยที่อาจมีผลแตกต่างกันต่อ OBP เทียบกับ ABPM ตัวอย่างเช่น &#8220;ปรากฏการณ์เสื้อกาวน์ขาว&#8221; (white-coat effect) ส่งผลต่อ OBP แต่ไม่ส่งผลต่อ ABPM และปรากฏการณ์ &#8220;การถดถอยสู่ค่าเฉลี่ย&#8221; (regression to the mean) (ซึ่งค่าที่วัดได้สุดขั้วมีแนวโน้มเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยมากขึ้นเมื่อวัดซ้ำ) ส่งผลต่อการวัด OBP เดี่ยวหรือไม่กี่ครั้งมากกว่าค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของการวัดกลางวันและกลางคืน (25) ความคลาดเคลื่อนในการวัด OBP และการไม่มีการปกปิดข้อมูล (blinding) อาจมีส่วนทำให้เกิดการตอบสนองที่แรงกว่าในคลินิกด้วยเช่นกัน โดยรวมแล้ว จำนวนผู้เข้าร่วมที่น้อยในการศึกษานี้ไม่เอื้อให้ทำการวิเคราะห์กลุ่มย่อย (subgroup analysis) เพื่ออธิบายลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลที่ช่วยทำนายการตอบสนองของ SBP ในช่วงกลางวันแบบต่อเนื่องที่มากขึ้นได้ นอกจากนี้ ผลลัพธ์อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนตามธรรมชาติของ BP และอิทธิพลจากการเข้าร่วมการทดลองทางคลินิก เนื่องจากการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการรักษาลดความดันโลหิตแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก (placebo) ก็มีการปรับปรุง BP ที่บันทึกได้เช่นกัน (19)</p>
<p>ที่สำคัญ ผู้ป่วยประสบผลข้างเคียงเพียงชั่วคราวหรือไม่มีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานของไตยังคงที่ตลอดเวลา การขับโปรตีนออกทางปัสสาวะ ซึ่งเป็นปัจจัยพยากรณ์โรคที่สำคัญสำหรับการเสื่อมของการทำงานของไต (26) ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเราไม่พบผลเสียของ eHAT ต่อ eGFR ซึ่งคงที่ตลอด 48 สัปดาห์ของการติดตามผล อันที่จริง เมื่อไม่นานมานี้ eHAT ได้รับการแสดงให้เห็นว่าปลอดภัยในผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวาน (diabetic nephropathy) (27) กลไกที่ eHAT อาจช่วยชะลอการเสื่อมของการทำงานของไตนั้นยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างครบถ้วนในการศึกษานำร่องนี้</p>
<p>การศึกษานี้มีข้อจำกัดหลายประการที่ควรตระหนัก การศึกษานี้ไม่ได้เป็นการสุ่ม (non-randomized) และไม่มีกลุ่มควบคุมที่ได้รับการรักษาหลอก (sham-treated control group) ความรุนแรงของ HTN ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาในการคัดเข้า โดยผู้เข้าร่วมที่รับสมัครมีตั้งแต่ไม่ใช้ยาเลย (ผู้ป่วยหนึ่งราย) จนถึงมีภาวะดื้อยา สูตรยา BP ที่จุดเริ่มต้นไม่ได้มาตรฐาน และยาลดความดันโลหิตถูกปรับเปลี่ยนโดยผู้ให้บริการปฐมภูมิ นอกจากนี้ โพรโทคอลกำหนดให้ต้องทำการรักษาครบ 3 สัปดาห์ ซึ่งอาจไม่สะดวกในทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยบางราย จุดแข็งของการศึกษานี้รวมถึงการออกแบบแบบไปข้างหน้าและการติดตามผลระยะยาวนานถึง 48 สัปดาห์ แต่ผลลัพธ์ควรถือเป็นการสร้างสมมติฐาน (hypothesis generating) และต้องการการยืนยันเพิ่มเติม eHAT</p>
<h2>5. สรุป (Conclusion)</h2>
<p>โดยสรุป ควรมีการศึกษา eHAT เพิ่มเติมสำหรับการรักษา HTN ในผู้ป่วย CKD ประสิทธิผลไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่ามาจาก eHAT หากปราศจากการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมด้วยการรักษาหลอก (randomized sham-controlled trials)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-578 size-full" src="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-5-removebg-preview.png" alt="" width="758" height="329" srcset="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-5-removebg-preview.png 758w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-5-removebg-preview-300x130.png 300w" sizes="(max-width: 758px) 100vw, 758px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Supplementary Figure S1 การออกแบบการศึกษา ผู้เข้าร่วมได้ผ่านกระบวนการคัดกรองเพื่อประเมินคุณสมบัติ ตามด้วยการประเมินพื้นฐานก่อนการแทรกแซง ผู้เข้าร่วมที่มีสิทธิ์ได้รับการรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิกจำนวน 6 ครั้ง การประเมินสิ้นสุดการรักษาดำเนินการไม่นานหลังจากช่วงบำบัดครั้งสุดท้าย จากนั้นมีการนัดประเมินติดตามผลที่ 4, 12, 24 และ 48 สัปดาห์หลังการรักษาเพื่อติดตามผลลัพธ์ตามเวลา ในทุกการนัดติดตามผล มีการวัดความดันโลหิตที่คลินิกทั้งแบบมีและไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย ในทุกการนัดติดตามผล มีการเก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมิน eGFR และ uPCR ที่ 12 และ 48 สัปดาห์หลังการรักษา มีการตรวจวัดความดันโลหิตแบบต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-576 size-full" src="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-66.png" alt="แผนภูมิการรับสมัครผู้เข้าร่วมการศึกษา " width="1228" height="508" srcset="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-66.png 1228w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-66-300x124.png 300w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-66-1024x424.png 1024w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/image-66-768x318.png 768w" sizes="(max-width: 1228px) 100vw, 1228px" /></p>
<p>Supplementary Figure S2 แผนภูมิการรับสมัครผู้เข้าร่วมการศึกษา แผนภูมิแสดงกระบวนการรับสมัครและติดตามผลของผู้เข้าร่วมการศึกษา จากผู้ป่วยที่คัดกรอง 24 ราย มี 21 รายยินยอมเข้าร่วม ขณะที่ 3 รายไม่ผ่านการคัดกรอง ผู้ป่วยหนึ่งรายถอนความยินยอม เหลือ 20 รายที่ทำการประเมิน eHAT ครบถ้วน จากจำนวนนี้ 4 รายออกจากการศึกษาระหว่างการติดตามผล ทำให้เหลือ 16 รายที่ติดตามผลครบถ้วน ผู้ป่วยหนึ่งรายถูกตัดออกเนื่องจากข้อผิดพลาดในการอ่านค่าความดันโลหิต ทำให้เหลือผู้ป่วย 15 รายที่มีผลลัพธ์ครบถ้วนและใช้ได้</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 50%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-579 size-full" src="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/set2-1.webp" alt="Supplementary Figure S3 MedIndex การเปลี่ยนแปลงของ MedIndex-2" width="677" height="462" srcset="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/set2-1.webp 677w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/set2-1-300x205.webp 300w" sizes="(max-width: 677px) 100vw, 677px" /></td>
<td style="width: 50%;">Supplementary Figure S3 MedIndex การเปลี่ยนแปลงของ MedIndex-2 หลังการรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก: จากจุดเริ่มต้นถึงการติดตามผล 48 สัปดาห์ MedIndex เป็นวิธีการที่ใช้วัดปริมาณการใช้ยาลดความดันโลหิต MedIndex-1 คำนวณผลรวมของอัตราส่วนขนาดยาที่สั่งจ่ายต่อขนาดยามาตรฐาน โดยถ่วงน้ำหนักตามกลุ่มยา MedIndex-2 คูณผลรวมนี้ด้วยจำนวนยา จึงสะท้อนทั้งขนาดยาและจำนวนยาที่สั่งจ่าย เราคำนวณค่าเฉลี่ยของ MedIndex-2 ในแต่ละจุดเวลา รูปแสดงให้เห็นว่า MedIndex-2 ลดลงตามเวลา บ่งชี้ถึงความต้องการยาลดความดันโลหิตที่ลดลง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 50%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-580 size-full" src="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/set2-2.webp" alt="Supplementary Figure S4 eGFR การเปลี่ยนแปลงของ eGFR หลังการรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก" width="609" height="456" srcset="https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/set2-2.webp 609w, https://www.airmedclinic.com/wp-content/uploads/2026/09/set2-2-300x225.webp 300w" sizes="(max-width: 609px) 100vw, 609px" /></td>
<td style="width: 50%;">Supplementary Figure S4 eGFR การเปลี่ยนแปลงของ eGFR หลังการรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก มีการเก็บค่าครีอะตินินในซีรัมที่ทุกจุดเวลาตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึง 48 สัปดาห์หลังการรักษา ค่าครีอะตินินในซีรัมถูกใช้คำนวณ eGFR โดยใช้สมการ CKD-EPI 2021 ในรูปที่ 4 เราจะเห็นความแตกต่าง (การเปลี่ยนแปลง) ระหว่างทุกจุดเวลาเทียบกับจุดเริ่มต้น</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<h2>คำแถลงความพร้อมใช้งานของข้อมูล (Data availability statement)</h2>
<p>ข้อมูลดิบที่สนับสนุนข้อสรุปของบทความนี้จะถูกจัดเตรียมให้โดยผู้เขียน โดยไม่มีข้อสงวนที่ไม่สมควร</p>
<h2>คำแถลงด้านจริยธรรม (Ethics statement)</h2>
<p>การศึกษาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมท้องถิ่นของ Shaare Zedek Medical Center การศึกษาดำเนินการตามกฎหมายท้องถิ่นและข้อกำหนดของสถาบัน ผู้เข้าร่วมให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรในการเข้าร่วมการศึกษานี้ ได้รับความยินยอมที่ได้รับข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษรจากบุคคลสำหรับการเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลที่อาจระบุตัวตนได้ซึ่งรวมอยู่ในบทความนี้</p>
<h2>การมีส่วนร่วมของผู้เขียน (Author contributions)</h2>
<p>AK: การกำกับดูแล, การเขียนร่างต้นฉบับ, การวิจัย, การเขียน–ทบทวนและแก้ไข, ระเบียบวิธี, การบริหารจัดการโครงการ, การวิเคราะห์เชิงรูปแบบ, การตรวจสอบความถูกต้อง</p>
<p>AS: การวิจัย, การจัดหาทุน, การเขียน–ทบทวนและแก้ไข, การสร้างแนวคิด, ทรัพยากร, การเขียนร่างต้นฉบับ, ระเบียบวิธี, การวิเคราะห์เชิงรูปแบบ, การดูแลจัดการข้อมูล</p>
<p>AA: การเขียน–ทบทวนและแก้ไข, ซอฟต์แวร์, การดูแลจัดการข้อมูล, ระเบียบวิธี, การวิเคราะห์เชิงรูปแบบ</p>
<p>PV: การวิจัย, การสร้างภาพข้อมูล, การวิเคราะห์เชิงรูปแบบ, ซอฟต์แวร์, การบริหารจัดการโครงการ, การดูแลจัดการข้อมูล, การเขียน–ทบทวนและแก้ไข</p>
<p>MG: การเขียนร่างต้นฉบับ, การสร้างแนวคิด</p>
<p>SS: การสร้างแนวคิด, การเขียนร่างต้นฉบับ</p>
<p>AL: การสร้างแนวคิด, การตรวจสอบความถูกต้อง, การกำกับดูแล, การเขียนร่างต้นฉบับ</p>
<p>LL: การตรวจสอบความถูกต้อง, การบริหารจัดการโครงการ, ระเบียบวิธี, การเขียน–ทบทวนและแก้ไข, การเขียนร่างต้นฉบับ, การกำกับดูแล</p>
<p>TW: การเขียนร่างต้นฉบับ, การวิเคราะห์เชิงรูปแบบ, ระเบียบวิธี, การกำกับดูแล, การวิจัย, การสร้างแนวคิด, การเขียน–ทบทวนและแก้ไข</p>
<h2>ทุนสนับสนุน (Funding)</h2>
<p>ผู้เขียนประกาศว่าได้รับการสนับสนุนทางการเงินสำหรับงานนี้และ/หรือการตีพิมพ์ งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Curespec LTD</p>
<h2>ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest)</h2>
<p>AL และ LL เป็นที่ปรึกษาให้กับ Curespec LTD; AS เปิดเผยว่าตนเป็นรองประธานฝ่ายคลินิก (VP clinical) ของ Curespec LTD AA เป็นพนักงานของ Medistat Ltd.</p>
<p>ผู้เขียนที่เหลือประกาศว่างานนี้ดำเนินการโดยปราศจากความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์หรือการเงินใดๆ ที่อาจตีความได้ว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้น</p>
<h2>คำแถลงเกี่ยวกับ Generative AI</h2>
<p>ผู้เขียนประกาศว่าไม่ได้ใช้ Generative AI ในการสร้างต้นฉบับนี้</p>
<p>ข้อความบรรยายภาพทางเลือก (alt text) ที่ให้มาพร้อมกับรูปภาพในบทความนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Frontiers โดยได้รับการสนับสนุนจากปัญญาประดิษฐ์ และได้มีความพยายามอย่างสมเหตุสมผลเพื่อให้มั่นใจในความถูกต้อง รวมถึงการตรวจทานโดยผู้เขียนเท่าที่จะทำได้ หากท่านพบปัญหาใดๆ กรุณาติดต่อเรา</p>
<h2>หมายเหตุจากสำนักพิมพ์ (Publisher&#8217;s note)</h2>
<p>ข้อเรียกร้องทั้งหมดที่แสดงในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนเพียงผู้เดียว และไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนความคิดเห็นขององค์กรที่เกี่ยวข้อง หรือของสำนักพิมพ์ บรรณาธิการ และผู้ทบทวน ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่อาจได้รับการประเมินในบทความนี้ หรือข้อเรียกร้องใดๆ ที่อาจถูกกล่าวอ้างโดยผู้ผลิต ไม่ได้รับการรับประกันหรือรับรองโดยสำนักพิมพ์</p>
<h2>เอกสารเสริม (Supplementary material)</h2>
<p>เอกสารเสริมสำหรับบทความนี้สามารถดูได้ทางออนไลน์ที่:<br />
https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/fmedt.2026.1735319/full#supplementary-material</p>
<p>(รายละเอียด Supplementary Figures S1–S4 แปลไว้ครบแล้วในส่วนท้ายของหัวข้อ &#8220;สรุป&#8221; ด้านบน)</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง (References)</h2>
<p>(คงไว้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ตามธรรมเนียมบรรณานุกรมวิชาการ ไม่ได้แปล)</p>
<ol>
<li>Gupta A, Nagaraju SP, Bhojaraja MV, Swaminathan SM, Mohan PB. Hypertension in chronic kidney disease: an update on diagnosis and management. South Med J. (2023) 116(2):237–44. doi: 10.14423/SMJ.0000000000001516</li>
<li>Whelton PK, Carey RM, Aronow WS, Casey DE, Collins KJ, Dennison Himmelfarb C, et al. 2017 ACC/AHA/AAPA/ABC/ACPM/AGS/APhA/ASH/ASPC/NMA/PCNA guideline for the prevention, detection, evaluation, and management of high blood pressure in adults: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association task force on clinical practice guidelines. Circulation. (2018) 138(17):e484–594. doi: 10.1161/CIR.0000000000000596</li>
<li>Adjeroh L, Brothers T, Shawwa K, Ikram M, Al-Mamun MA. The association between polypharmacy and health-related quality of life among non-dialysis chronic kidney disease patients. PLoS One. (2023) 18(11):e0293912. doi: 10.1371/journal.pone.0293912</li>
<li>Schmitt KE, Edie CF, Laflam P, Simbartl LA, Thakar CV. Adherence to antihypertensive agents and blood pressure control in chronic kidney disease. Am J Nephrol. (2010) 32(6):541–8. doi: 10.1159/000321688</li>
<li>Mancia G, Kreutz R, Brunström M, Burnier M, Grassi G, Januszewicz A, et al. 2023 ESH guidelines for the management of arterial hypertension the task force for the management of arterial hypertension of the European Society of hypertension: endorsed by the international society of hypertension (ISH) and the European Renal Association (ERA). J Hypertens. (2023) 41(12):1874–2071. doi: 10.1097/HJH.0000000000003480</li>
<li>Wallbach M, Born E, Kämpfer D, Lüders S, Müller GA, Wachter R, et al. Long-term effects of baroreflex activation therapy: 2-year follow-up data of the BAT neo system. Clin Res Cardiol. (2020) 109(4):513–22. doi: 10.1007/s00392-019-01536-5</li>
<li>Kalarus Z, Merkely B, Neužil P, Grabowski M, Mitkowski P, Marinskis G, et al. Pacemaker-based cardiac neuromodulation therapy in patients with hypertension: a pilot study. J Am Heart Assoc. (2021) 10(16):e020492. doi: 10.1161/JAHA.120.020492</li>
<li>Tolu-Akinnawo O, Ray DN, Awosanya T, Nzerue C, Okafor H. Hypertension and device-based therapies for resistant hypertension: an up-to-date review. Cureus. (2024) 16(8):e66304. doi: 10.7759/cureus.66304</li>
<li>Zhang X, Yan X, Wang C, Tang T, Chai Y. The dose-effect relationship in extracorporeal shock wave therapy: the optimal parameter for extracorporeal shock wave therapy. J Surg Res. (2014) 186(1):484–92. doi: 10.1016/j.jss.2013.08.013</li>
<li>Ciampa AR, de Prati AC, Amelio E, Cavalieri E, Persichini T, Colasanti M, et al. Nitric oxide mediates anti-inflammatory action of extracorporeal shock waves. FEBS Lett. (2005) 579(30):6839–45. doi: 10.1016/j.febslet.2005.11.023</li>
<li>Mariotto S, Cavalieri E, Amelio E, Ciampa AR, de Prati AC, Marlinghaus E, et al. Extracorporeal shock waves: from lithotripsy to anti-inflammatory action by NO production. Nitric Oxide Biol Chem. (2005) 12(2):89–96. doi: 10.1016/j.niox.2004.12.005</li>
<li>Ogoyama Y, Kario K. Differences in the effectiveness and safety of different renal denervation devices. Hypertens Res. (2024) 47(10):2678–84. doi: 10.1038/s41440-024-01801-9</li>
<li>Inker LA, Eneanya ND, Coresh J, Tighiouart H, Wang D, Sang Y, et al. New creatinine- and cystatin C-based equations to estimate GFR without race. N Engl J Med. (2021) 385(19):1737–49. doi: 10.1056/NEJMoa2102953</li>
<li>Wan SH, Hart M, Hajjar I. A novel measurement index for antihypertensive medication burden and its use. Hypertens. (2009) 54(5):e135–136. doi: 10.1161/HYPERTENSIONAHA.109.140681</li>
<li>Thomas G, Xie D, Chen HY, Anderson AH, Appel LJ, Bodana S, et al. Prevalence and prognostic significance of apparent treatment resistant hypertension in chronic kidney disease: report from the chronic renal insufficiency cohort study. Hypertens. (2016) 67(2):387–96. doi: 10.1161/HYPERTENSIONAHA.115.06487</li>
<li>Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD Work Group. KDIGO 2024 clinical practice guideline for the evaluation and management of chronic kidney disease. Kidney Int. (2024) 105(4S):S117–314. doi: 10.1016/j.kint.2023.10.018</li>
<li>Poulter NR, Borghi C, Parati G, Pathak A, Toli D, Williams B, et al. Medication adherence in hypertension. J Hypertens. (2020) 38(4):579–87. doi: 10.1097/HJH.0000000000002294</li>
<li>Chan RJ, Helmeczi W, Hiremath SS. Revisiting resistant hypertension: a comprehensive review. Intern Med J. (2023) 53(10):1739–51. doi: 10.1111/imj.16189</li>
<li>Azizi M, Sanghvi K, Saxena M, Gosse P, Reilly JP, Levy T, et al. Ultrasound renal denervation for hypertension resistant to a triple medication pill (RADIANCE-HTN TRIO): a randomised, multicentre, single-blind, sham-controlled trial. Lancet Lond Engl. (2021) 397(10293):2476–86. doi: 10.1016/S0140-6736(21)00788-1</li>
<li>Kandzari DE, Böhm M, Mahfoud F, Townsend RR, Weber MA, Pocock S, et al. Effect of renal denervation on blood pressure in the presence of antihypertensive drugs: 6-month efficacy and safety results from the SPYRAL HTN-ON MED proof-of-concept randomised trial. Lancet Lond Engl. (2018) 391(10137):2346–55. doi: 10.1016/S0140-6736(18)30951-6</li>
<li>Zhang X, Krier JD, Amador Carrascal C, Greenleaf JF, Ebrahimi B, Hedayat AF, et al. Low-energy shockwave therapy improves ischemic kidney microcirculation. J Am Soc Nephrol JASN. (2016) 27(12):3715–24. doi: 10.1681/ASN.2015060704</li>
<li>Bhatt DL, Vaduganathan M, Kandzari DE, Leon MB, Rocha-Singh K, Townsend RR, et al. Long-term outcomes after catheter-based renal artery denervation for resistant hypertension: final follow-up of the randomised SYMPLICITY HTN-3 trial. Lancet Lond Engl. (2022) 400(10361):1405–16. doi: 10.1016/S0140-6736(22)01787-1</li>
<li>Mahfoud F, Kandzari DE, Kario K, Townsend RR, Weber MA, Schmieder RE, et al. Long-term efficacy and safety of renal denervation in the presence of antihypertensive drugs (SPYRAL HTN-ON MED): a randomised, sham-controlled trial. Lancet Lond Engl. (2022) 399(10333):1401–10. doi: 10.1016/S0140-6736(22)00455-X</li>
<li>Hausdorf J, Lemmens MM, Heck KDW, Grolms N, Korr H, Kertschanska S, et al. Selective loss of unmyelinated nerve fibers after extracorporeal shockwave application to the musculoskeletal system. Neuroscience. (2008) 155(1):138–44. doi: 10.1016/j.neuroscience.2008.03.062</li>
<li>Soranna D, Zambon A, Corrao G, Zanchetti A, Parati G, Mancia G. Different effects of antihypertensive treatment on office and ambulatory blood pressure: a meta-analysis. J Hypertens. (2019) 37(3):467–75. doi: 10.1097/HJH.0000000000001914</li>
<li>Hemmelgarn BR, Manns BJ, Lloyd A, James MT, Klarenbach S, Quinn RR, et al. Relation between kidney function, proteinuria, and adverse outcomes. JAMA. (2010) 303(5):423–9. doi: 10.1001/jama.2010.39</li>
<li>Vestersager SV, Skov-Jeppesen SM, Yderstraede KB, Bistrup C, Jensen BL, Lund L. Low-intensity extracorporeal shockwave therapy in patients with diabetic kidney disease: a matched cohort study. Int Urol Nephrol. (2025) 57(7):2245–53. doi: 10.1007/s11255-025-04379-4</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/ehat-ckd-safety-study/">ความเป็นไปได้และความปลอดภัยของการรักษาด้วยคลื่นเสียงไฟฟ้าไฮดรอลิก (Electrohydraulic Acoustic Therapy) สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/ehat-ckd-safety-study/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไตเสื่อมระยะ 3-4 ไม่ต้องฟอกไตทันที! 4 ทางเลือกดูแลไต พร้อมเทคโนโลยีเสริม Shockwave eHAT</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/ckd-stage-3-4-alternatives-to-dialysis/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/ckd-stage-3-4-alternatives-to-dialysis/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 03:42:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=559</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทความโดย: พญ.พาวิกา วัชระการุณกิจ ว.68855 แพทย์ประจำ Airmed Clinic ทบทวนล่าสุด: 11 กันยายน 2569 ได้ยินคำว่า &#8220;ไตเสื่อมระยะ 3-4&#8221; แล้วใจหาย เพราะคิดว่าการฟอกไตคือขั้นตอนถัดไปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ระหว่างวันที่ได้รับการวินิจฉัยกับวันที่ต้องฟอกไต ยังมีช่วงเวลาสำคัญที่สามารถดูแลและชะลอไตเสื่อมได้ หากได้รับการประเมินและดูแลอย่างถูกต้อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/ckd-stage-3-4-alternatives-to-dialysis/">ไตเสื่อมระยะ 3-4 ไม่ต้องฟอกไตทันที! 4 ทางเลือกดูแลไต พร้อมเทคโนโลยีเสริม Shockwave eHAT</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความโดย:</strong> พญ.พาวิกา วัชระการุณกิจ ว.68855 แพทย์ประจำ Airmed Clinic</p>
<p><strong>ทบทวนล่าสุด:</strong> 11 กันยายน 2569</p>
<p>ได้ยินคำว่า &#8220;ไตเสื่อมระยะ 3-4&#8221; แล้วใจหาย เพราะคิดว่าการฟอกไตคือขั้นตอนถัดไปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ระหว่างวันที่ได้รับการวินิจฉัยกับวันที่ต้องฟอกไต ยังมีช่วงเวลาสำคัญที่สามารถดูแลและชะลอไตเสื่อมได้ หากได้รับการประเมินและดูแลอย่างถูกต้อง</p>
<h2>ไตเสื่อมระยะ 3-4 คืออะไร</h2>
<p>ไตเสื่อมระยะ 3-4 คือระยะที่การทำงานของไตซึ่งวัดจากค่า eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) ลดลงอยู่ระหว่าง 15-59 mL/min/1.73m² ซึ่งถือว่าไตเสื่อมระดับปานกลางถึงรุนแรง แต่ยังไม่ถึงระยะสุดท้าย โดยสามารถแบ่งระยะได้ดังนี้</p>
<table>
<thead>
<tr>
<th>ระยะ</th>
<th>ค่า eGFR (mL/min/1.73m²)</th>
<th>ความหมาย</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>ระยะ 3a</td>
<td>45–59</td>
<td>ไตเสื่อมเรื้อรังเล็กน้อยถึงปานกลาง</td>
</tr>
<tr>
<td>ระยะ 3b</td>
<td>30–44</td>
<td>ไตเสื่อมเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง</td>
</tr>
<tr>
<td>ระยะ 4</td>
<td>15–29</td>
<td>ไตเสื่อมเรื้อรังระดับรุนแรง ใกล้ระยะสุดท้าย</td>
</tr>
<tr>
<td>ระยะ 5 (ESRD)</td>
<td>ต่ำกว่า 15</td>
<td>ไตวายระยะสุดท้าย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 3 ส่วนใหญ่มักยังไม่มีอาการชัดเจน ขณะที่ผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 4 อาจเริ่มมีอาการผิดปกติได้</p>
<h2>อาการโรคไตเสื่อมที่พบบ่อย</h2>
<ul>
<li>ขาหรือหน้าบวมมากขึ้น</li>
<li>ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมีฟองมาก</li>
<li>เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียมากขึ้น</li>
<li>ความดันโลหิตสูงขึ้น</li>
<li>คลื่นไส้ เบื่ออาหาร รู้สึกขมในปาก</li>
<li>ผิวแห้ง คันตามผิวหนัง หรือมีจ้ำเลือดขึ้นง่าย</li>
<li>เป็นตะคริว หรือมีกล้ามเนื้อกระตุกบ่อยๆ</li>
</ul>
<h2>สัญญาณที่ควรรีบปรึกษาแพทย์</h2>
<ul>
<li>ปัสสาวะออกน้อยลงหรือปัสสาวะไม่ออกเลย</li>
<li>เหนื่อย นอนราบไม่ได้ หายใจลำบาก</li>
<li>ความดันโลหิตสูงขึ้น และควบคุมไม่ได้</li>
<li>เบื่ออาหารรุนแรง หรือซึมลง</li>
</ul>
<h2>ไตเสื่อมระยะ 3-4 ต้องฟอกไตเลยหรือไม่</h2>
<p>คำตอบคือ ไม่จำเป็น การฟอกไตหรือการบำบัดทดแทนไตมักเริ่มเมื่อเข้าสู่ไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 5 หรือที่เรียกว่า ไตวายระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease) ซึ่งค่า eGFR ต่ำกว่า 15 mL/min/1.73m² ร่วมกับมีอาการที่บ่งชี้ว่าไตทำงานไม่เพียงพอต่อร่างกายแล้วเท่านั้น</p>
<p>เป้าหมายหลักของการดูแลผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 3-4 คือ การชะลอการดำเนินโรคให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ผู้ป่วยมีเวลาใช้ชีวิตตามปกติได้นานที่สุด ก่อนต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดทดแทนไต</p>
<h2>ทางเลือกแทนการฟอกไต สำหรับผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 3-4 มีอะไรบ้าง</h2>
<p>การดูแลผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 3-4 อย่างเหมาะสม มักประกอบด้วยหลายแนวทางร่วมกัน ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ได้แก่</p>
<h2>1. ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด</h2>
<p>ความดันโลหิตสูงเป็นทั้งสาเหตุและผลของโรคไตเรื้อรัง หากควบคุมได้ไม่ดีจะเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น แพทย์มักตั้งเป้าควบคุมความดันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามแนวทางเวชปฏิบัติ รวมถึงการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน</p>
<h2>2. ปรับโภชนาการและพฤติกรรมให้เหมาะสม</h2>
<p>ควรปรับโภชนาการและพฤติกรรมตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ เช่น</p>
<ul>
<li>จำกัดโปรตีน</li>
<li>ลดหรืองดอาหารโซเดียมสูง เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารเค็ม และระวังการใช้เครื่องปรุงรส</li>
<li>ระวังอาหาร ผัก หรือผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย ทุเรียน ผักขม คะน้า ฟักทอง เป็นต้น</li>
<li>ระวังอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น นมวัว โยเกิร์ต ชีส เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ไส้กรอก ชา กาแฟ เป็นต้น</li>
<li>งดสูบบุหรี่</li>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อไต เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs</li>
</ul>
<h2>3. การใช้ยาตามแนวทางเวชปฏิบัติ</h2>
<p>ยากลุ่ม ACE inhibitors, ARB หรือ SGLT2 inhibitors เป็นตัวอย่างยาที่แพทย์อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังเพื่อช่วยชะลอภาวะไตเสื่อม ควบคู่ไปกับการติดตามค่า eGFR ครีอาตินิน (Creatinine) และค่าโปรตีนรั่วในปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ</p>
<h2>4. เทคโนโลยีเสริม Low-intensity Extracorporeal Shockwave Therapy แบบ eHAT</h2>
<p>สำหรับผู้ที่ต้องการทางเลือกเสริมนอกเหนือจากการดูแลมาตรฐานที่กล่าวไปข้างต้น เทคโนโลยี Low-intensity Extracorporeal Shockwave Therapy แบบ eHAT (electro-Hydraulic Acoustic Therapy) เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่นำมาใช้ดูแลผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 3-4 โดยไม่ใช่การทดแทนการรักษามาตรฐาน แต่เป็นเทคโนโลยีเสริมภายใต้การประเมินของแพทย์</p>
<h2>Shockwave eHAT คืออะไร ทำงานอย่างไร</h2>
<p>เทคโนโลยี eHAT คือการส่งคลื่นช็อคเวฟพลังงานต่ำ (Low-intensity Extracorporeal Shockwave Therapy) ไปยังบริเวณไตโดยตรง โดยมีความแตกต่างสำคัญจาก shockwave พลังงานสูงที่ใช้สลายนิ่วในไต</p>
<p>eHAT ไม่ได้มีเป้าหมายทำลายเนื้อเยื่อหรือสลายก้อนนิ่ว แต่เป็นการส่งแรงกระตุ้นเชิงกลระดับต่ำ เพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางชีวภาพของเนื้อเยื่อไต</p>
<p>กลไกการทำงานประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก:</p>
<ul>
<li><strong>Ultrasound-guided Targeting</strong> — ใช้อัลตราซาวนด์ช่วยกำหนดตำแหน่งบริเวณไตอย่างแม่นยำก่อนเริ่มทำหัตถการ</li>
<li><strong>Low-energy eHAT Delivery</strong> — ส่งคลื่นช็อคเวฟพลังงานต่ำไปยัง 8 จุดสำคัญของไต</li>
<li><strong>Mechanotransduction</strong> — แรงกระตุ้นเชิงกลกระตุ้นให้เซลล์เปลี่ยนสัญญาณเป็นการตอบสนองทางชีวภาพ</li>
<li><strong>Microvascular Support</strong> — สนับสนุนการไหลเวียนเลือดระดับจุลภาคและให้ออกซิเจนแก่เนื้อเยื่อไต</li>
</ul>
<h2>ข้อควรทราบเกี่ยวกับ eHAT</h2>
<p>eHAT มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการประคับประคองการทำงานของไต ไม่สามารถใช้ทดแทนการฟอกไตหรือการรักษามาตรฐานได้ และไม่ใช่การรับประกันว่าผู้ป่วยจะไม่ต้องฟอกไตในอนาคต</p>
<p>ผลลัพธ์ของหัตถการในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย โรคประจำตัว การรับประทานอาหาร และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย</p>
<h2>ใครควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการทำหัตถการ eHAT เพื่อประคับประคองการทำงานของไต</h2>
<p>eHAT เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อมระยะ 3-4 ที่ต้องการทางเลือกเสริมเพื่อประคับประคองการทำงานของไต นอกเหนือจากการดูแลมาตรฐาน โดยรับบริการแบบผู้ป่วยนอก ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีบาดแผล และไม่ต้องพักฟื้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ โดยพิจารณาจากประวัติสุขภาพ ระยะของโรค และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ โดยผู้ที่สนใจควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจ</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย</h2>
<h3>คำถาม 1: ไตเสื่อมระยะ 3-4 กลับมาเป็นปกติได้ไหม</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> โดยทั่วไปไตที่เสื่อมแล้วมักไม่สามารถกลับสู่สภาพปกติได้ 100% แต่เป้าหมายของการดูแลคือการชะลอไตเสื่อมและประคับประคองการทำงานของไตให้คงอยู่ได้นานที่สุด ควบคู่กับการรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง</p>
<h3>คำถาม 2: eHAT ต่างจาก shockwave สลายนิ่วในไตอย่างไร</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> eHAT ใช้คลื่นช็อคเวฟพลังงานต่ำกว่ามากและไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำลายเนื้อเยื่อหรือสลายก้อนนิ่ว แต่เป็นการกระตุ้นเชิงชีวภาพของเนื้อเยื่อไตในระดับจุลภาค</p>
<h3>คำถาม 3: เข้ารับบริการ eHAT เจ็บไหม ต้องดมยาสลบหรือไม่</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่ต้องดมยาสลบ เป็นหัตถการแบบผู้ป่วยนอกที่ไม่รุกราน ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้ทันทีหลังเข้ารับบริการแต่ละครั้ง</p>
<h3>คำถาม 4: ไตเสื่อมระยะ 3-4 ต้องฟอกไตทันทีหรือไม่</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่จำเป็น การฟอกไตหรือการบำบัดทดแทนไตมักเริ่มเมื่อเข้าสู่ไตเสื่อมเรื้อรังระยะ 5 หรือไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งค่า eGFR ต่ำกว่า 15 mL/min/1.73m² ร่วมกับมีอาการที่บ่งชี้ว่าไตทำงานไม่เพียงพอต่อร่างกาย</p>
<h3>คำถาม 5: eHAT สามารถใช้แทนการฟอกไตได้หรือไม่</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่ได้ eHAT มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการประคับประคองการทำงานของไต ไม่สามารถใช้ทดแทนการฟอกไตหรือการรักษามาตรฐานได้ และไม่ใช่การรับประกันว่าผู้ป่วยจะไม่ต้องฟอกไตในอนาคต</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/ckd-stage-3-4-alternatives-to-dialysis/">ไตเสื่อมระยะ 3-4 ไม่ต้องฟอกไตทันที! 4 ทางเลือกดูแลไต พร้อมเทคโนโลยีเสริม Shockwave eHAT</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/ckd-stage-3-4-alternatives-to-dialysis/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมในผู้ป่วยโรคไต: “ธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/herbal-vitamins-supplements-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/herbal-vitamins-supplements-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 11:14:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=546</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล “ทำจากธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคจำนวนมากต้องการดูแลสุขภาพ เพิ่มพลังงาน เสริมภูมิคุ้มกัน หรือหาทางเลือกเสริมในการดูแลโรคเรื้อรัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/herbal-vitamins-supplements-kidney-disease/">สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมในผู้ป่วยโรคไต: “ธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><strong>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</strong><br />
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)<br />
ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>
<p>“ทำจากธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคจำนวนมากต้องการดูแลสุขภาพ เพิ่มพลังงาน เสริมภูมิคุ้มกัน หรือหาทางเลือกเสริมในการดูแลโรคเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง คำว่า “จากธรรมชาติ” “ออร์แกนิก” หรือ “สมุนไพร” ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะปลอดภัยสำหรับไตหรือเหมาะกับผู้ป่วยทุกคน</p>
<p>National Kidney Foundation ระบุว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพรบางประเภทสามารถเป็นอันตรายต่อผู้ที่มี CKD ผู้ที่ฟอกไต และผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้</p>
<h2>ทำไมผู้ป่วยโรคไตจึงต้องระวังมากกว่าคนทั่วไป?</h2>
<p>ไตมีบทบาทในการขับของเสีย ยา และสารบางชนิดออกจากร่างกาย เมื่อการทำงานของไตลดลง สารบางประเภทอาจถูกกำจัดออกได้ช้าลงและเกิดการสะสม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจมีแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือแมกนีเซียมในปริมาณสูง ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางราย</p>
<h2>“วิตามิน” ก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่งมากยิ่งดี</h2>
<p>ผู้ป่วยบางรายรับประทาน multivitamin หลายชนิดพร้อมกัน หรือใช้วิตามินในปริมาณสูงโดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน แต่ความต้องการวิตามินและแร่ธาตุของผู้ป่วย CKD แตกต่างกันตามระยะโรค อาหาร และการรักษา การใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดพร้อมกันยังเพิ่มโอกาสได้รับสารอาหารบางประเภทซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว</p>
<h2>ระวังอาหารเสริมที่มีโพแทสเซียม</h2>
<p>ในผู้ป่วยที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง อาหารเสริมที่มี potassium เพิ่มเติมอาจเพิ่มความเสี่ยงได้ National Kidney Foundation แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่มีโพแทสเซียม และหากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการเสริมโพแทสเซียมโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ</p>
<h2>ผลิตภัณฑ์ “Detox” หรือ “ล้างไต” ควรระวัง</h2>
<p>คำโฆษณา เช่น Detox, Kidney Cleanse, ล้างไต, ขับสารพิษ, ขับปัสสาวะ หรือฟื้นฟูไต ไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิผลหรือปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย CKD</p>
<p>ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ มีผลต่อความดันโลหิต หรือมีส่วนประกอบหลายชนิดที่ยากต่อการประเมิน การเพิ่มปริมาณปัสสาวะไม่ได้หมายความว่าการทำงานของไตดีขึ้นเสมอไป</p>
<h2>อาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนักหรือเพิ่มกล้ามเนื้อ</h2>
<p>ผลิตภัณฑ์สำหรับลดน้ำหนัก เพิ่มพลังงาน หรือเสริมสร้างกล้ามเนื้ออาจมีส่วนประกอบหลายชนิด และบางผลิตภัณฑ์อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มี CKD</p>
<p>National Kidney Foundation เตือนว่าผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังเป็นพิเศษกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการลดน้ำหนัก การสร้างกล้ามเนื้อ หรือการเพิ่มพลังงาน</p>
<h2>สมุนไพรอาจมีปฏิกิริยากับยา</h2>
<p>ผู้ป่วย CKD จำนวนมากใช้ยาสำหรับควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน ระดับไขมัน ป้องกันการแข็งตัวของเลือด หรือควบคุมภาวะแทรกซ้อนของไต</p>
<p>สมุนไพรหรืออาหารเสริมบางชนิดอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง</p>
<p>ดังนั้นจึงควรแจ้งทีมรักษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นยา วิตามิน สมุนไพร ชา สมุนไพรจีน ผลิตภัณฑ์ผงชงดื่ม หรืออาหารเสริมที่ซื้อทางออนไลน์</p>
<h2>ก่อนซื้ออาหารเสริม ควรถาม 5 คำถาม</h2>
<ol>
<li>จำเป็นต้องใช้จริงหรือไม่?</li>
<li>มีส่วนประกอบอะไรบ้าง?</li>
<li>มีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือแร่ธาตุอื่นเพิ่มเติมหรือไม่?</li>
<li>มีปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่หรือไม่?</li>
<li>มีข้อมูลความปลอดภัยในผู้ป่วย CKD หรือไม่?</li>
</ol>
<p>หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ควรนำผลิตภัณฑ์หรือฉลากไปปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหารก่อนเริ่มใช้</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมในผู้ป่วยโรคไต</h2>
<h3>คำถาม 1: ผู้ป่วยโรคไตสามารถรับประทานสมุนไพรหรืออาหารเสริมได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพรบางประเภทสามารถเป็นอันตรายต่อผู้ที่มี CKD ผู้ที่ฟอกไต และผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้ ดังนั้นควรพิจารณาส่วนประกอบและปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหารก่อนเริ่มใช้</p>
<h3>คำถาม 2: ผู้ป่วยโรคไตสามารถรับประทานวิตามินรวมได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ความต้องการวิตามินและแร่ธาตุของผู้ป่วย CKD แตกต่างกันตามระยะของโรค อาหาร และการรักษา การใช้ multivitamin หรือวิตามินหลายชนิดพร้อมกันอาจทำให้ได้รับสารอาหารบางประเภทซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว</p>
<h3>คำถาม 3: ทำไมผู้ป่วยโรคไตต้องระวังอาหารเสริมที่มีโพแทสเซียม?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในผู้ป่วยที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง อาหารเสริมที่มี potassium เพิ่มเติมอาจเพิ่มความเสี่ยงได้ หากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการเสริมโพแทสเซียมโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ</p>
<h3>คำถาม 4: ผลิตภัณฑ์ Detox หรือผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่า “ล้างไต” ช่วยให้ไตทำงานดีขึ้นหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> คำโฆษณา เช่น Detox, Kidney Cleanse, ล้างไต หรือขับสารพิษ ไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิผลหรือปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย CKD และการเพิ่มปริมาณปัสสาวะไม่ได้หมายความว่าการทำงานของไตดีขึ้นเสมอไป</p>
<h3>คำถาม 5: ก่อนเริ่มใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริม ผู้ป่วยโรคไตควรทำอย่างไร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ควรตรวจสอบส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ รวมถึงโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และแร่ธาตุอื่น พิจารณาว่ามีปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่หรือไม่ และควรนำผลิตภัณฑ์หรือฉลากไปปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหารก่อนเริ่มใช้</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>National Kidney Foundation. <em>The Hidden Risks of Herbal Supplements and Vitamins for People with CKD.</em> 2026.</li>
<li>National Kidney Foundation. <em>Key Things to Know Before Taking Supplements.</em></li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. <em>Managing Chronic Kidney Disease.</em></li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. <em>Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</em></li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/herbal-vitamins-supplements-kidney-disease/">สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมในผู้ป่วยโรคไต: “ธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/herbal-vitamins-supplements-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างไรเมื่อเป็นโรคไตเรื้อรัง: เลือกเมนูอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องงดการเข้าสังคม</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/eating-out-with-chronic-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/eating-out-with-chronic-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 11:06:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=543</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นโรคไตแล้วยังออกไปทานข้าวนอกบ้านกับเพื่อนได้ไหม? คำตอบคือได้ การเป็นโรคไตเรื้อรังไม่ได้หมายความว่าจะต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนอกบ้านหรือปฏิเสธทุกกิจกรรมทางสังคม สิ่งสำคัญคือการรู้จักเลือกเมนูและปรับรูปแบบการรับประทานให้เหมาะกับระยะของโรคไต ผลเลือด และข้อจำกัดทางโภชนาการของตนเอง หนึ่งในประเด็นสำคัญของอาหารนอกบ้านคือ โซเดียม เนื่องจากอาหารจากร้านอาหาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/eating-out-with-chronic-kidney-disease/">รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างไรเมื่อเป็นโรคไตเรื้อรัง: เลือกเมนูอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องงดการเข้าสังคม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><em>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</em><br />
<em>นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)</em><br />
<em>ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)</em><br />
<em>สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</em></p>
<p>เป็นโรคไตแล้วยังออกไปทานข้าวนอกบ้านกับเพื่อนได้ไหม? คำตอบคือได้ การเป็นโรคไตเรื้อรังไม่ได้หมายความว่าจะต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนอกบ้านหรือปฏิเสธทุกกิจกรรมทางสังคม สิ่งสำคัญคือการรู้จักเลือกเมนูและปรับรูปแบบการรับประทานให้เหมาะกับระยะของโรคไต ผลเลือด และข้อจำกัดทางโภชนาการของตนเอง</p>
<p>หนึ่งในประเด็นสำคัญของอาหารนอกบ้านคือ <strong>โซเดียม</strong> เนื่องจากอาหารจากร้านอาหาร อาหารสำเร็จรูป และอาหารปรุงรสสามารถให้โซเดียมสูง แม้บางเมนูจะไม่ได้มีรสเค็มอย่างชัดเจน</p>
<h2>1. เลือกวิธีปรุงก่อนเลือกชื่อเมนู</h2>
<p>เมนูที่ผ่านการต้ม นึ่ง ย่าง หรืออบ และปรุงสด มักสามารถควบคุมเครื่องปรุงได้ง่ายกว่าอาหารหมัก อาหารทอดปรุงรส อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารที่มีซอสเข้มข้น ตัวอย่างแนวทาง ได้แก่</p>
<ul>
<li>เลือกปลา ไก่ หรือเนื้อไม่ติดมันที่ปรุงสด</li>
<li>ขอซอสแยก</li>
<li>ขอปรุงรสอ่อน</li>
<li>หลีกเลี่ยงการเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือเครื่องปรุงบนโต๊ะเพิ่ม</li>
<li>ลดอาหารแปรรูปและเนื้อหมัก</li>
</ul>
<h2>2. น้ำซุปคือแหล่งโซเดียมที่ควรระวัง</h2>
<p>ก๋วยเตี๋ยว ต้มจืด สุกี้ ชาบู ราเมน และอาหารประเภทซุปสามารถมีโซเดียมจากน้ำซุปและเครื่องปรุงในปริมาณสูง หากไม่มีข้อจำกัดอื่นที่จำเป็น ผู้ป่วยสามารถลดการรับโซเดียมได้โดยรับประทานเฉพาะส่วนประกอบหลักและหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำซุปทั้งหมด</p>
<h2>3. ขอ “ซอสแยก” ช่วยควบคุมปริมาณได้ง่ายขึ้น</h2>
<p>น้ำจิ้ม น้ำสลัด ซอสเทอริยากิ ซอสเกรวี ซอสถั่วเหลือง และซอสปรุงรสต่าง ๆ สามารถเป็นแหล่งโซเดียมสำคัญ National Kidney Foundation แนะนำให้ขออาหารปรุงโดยไม่เติมเกลือเมื่อทำได้ และขอซอสหรือน้ำเกรวีแยกเพื่อช่วยควบคุมปริมาณ</p>
<h2>4. อย่าลืมเรื่องขนาดส่วนบริโภค</h2>
<p>แม้เมนูหนึ่งจะดูเหมาะสม แต่หากรับประทานในปริมาณมาก ก็อาจได้รับโปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม หรือฟอสฟอรัสมากเกินเป้าหมาย หากร้านให้ portion ใหญ่ สามารถแบ่งรับประทาน หรือแบ่งเก็บสำหรับมื้อถัดไปได้</p>
<h2>5. บุฟเฟต์ต้องใช้ “แผน” มากกว่าการห้าม</h2>
<p>การรับประทานแบบบุฟเฟต์ทำให้ควบคุมปริมาณอาหารได้ยาก และมักเพิ่มการบริโภคเนื้อสัตว์ เครื่องปรุง น้ำจิ้ม และอาหารแปรรูปโดยไม่รู้ตัว แนวทางที่ช่วยได้ คือ</p>
<ul>
<li>ตักอาหารทีละน้อย</li>
<li>เลือกโปรตีนตาม portion ที่กำหนด</li>
<li>จำกัดอาหารหมักและอาหารแปรรูป</li>
<li>หลีกเลี่ยงการจิ้มน้ำจิ้มทุกคำ</li>
<li>ไม่ดื่มน้ำซุปในปริมาณมาก</li>
<li>เลือกอาหารหลากหลายแต่ไม่จำเป็นต้องชิมทุกเมนู</li>
</ul>
<h2>6. ผู้ที่มีโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัสสูงต้องพิจารณาเพิ่ม</h2>
<p>ผู้ป่วย CKD ไม่ได้ต้องจำกัดโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัสทุกคน แต่หากผลเลือดสูง อาจต้องพิจารณาเมนูเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น เครื่องดื่ม น้ำมะพร้าว ผลไม้ปริมาณมาก อาหารที่มีสารเติมแต่งฟอสเฟต หรืออาหารแปรรูปบางชนิด อาจไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยบางราย</p>
<p>NIDDK เน้นว่าข้อจำกัดด้านโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน และของเหลวควรปรับตามสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย</p>
<h2>7. วางแผนก่อนเดินทางหรือไปงานเลี้ยง</h2>
<p>หากทราบร้านอาหารล่วงหน้า สามารถตรวจเมนูและข้อมูลโภชนาการก่อนเดินทางได้ National Kidney Foundation แนะนำให้ตรวจข้อมูลของร้านอาหารล่วงหน้าเมื่อเป็นไปได้ และเลือกเมนูที่มีโซเดียมต่ำกว่า</p>
<p>ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังสามารถรับประทานอาหารนอกบ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกว่าทุกเมนูเป็นข้อห้าม สิ่งสำคัญคือการรู้เป้าหมายทางโภชนาการของตนเองและใช้หลักง่าย ๆ ได้แก่ <strong>เลือกอาหารปรุงสด ลดซอส ลดน้ำซุป ควบคุม portion และพิจารณาผลเลือดของตนเอง</strong></p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรับประทานอาหารนอกบ้านสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>คำถาม 1. ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสามารถรับประทานอาหารนอกบ้านได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ</strong> สามารถรับประทานอาหารนอกบ้านได้ โดยควรเลือกเมนูและปรับรูปแบบการรับประทานให้เหมาะกับระยะของโรคไต ผลเลือด และข้อจำกัดทางโภชนาการของแต่ละคน</p>
<h3>คำถาม 2. ผู้ป่วยโรคไตควรเลือกเมนูแบบไหนเมื่อรับประทานอาหารนอกบ้าน?</h3>
<p><strong>คำตอบ</strong> ควรเลือกอาหารที่ปรุงสด เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง หรืออบ และสามารถขอให้ร้านปรุงรสอ่อนหรือแยกซอส เพื่อช่วยควบคุมปริมาณโซเดียมและเครื่องปรุงได้ง่ายขึ้น</p>
<h3>คำถาม 3. ผู้ป่วยโรคไตกินก๋วยเตี๋ยว สุกี้ ชาบู หรืออาหารประเภทซุปได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ</strong> สามารถรับประทานได้ในบางกรณี แต่ควรระวังโซเดียมจากน้ำซุปและเครื่องปรุง การรับประทานเฉพาะส่วนประกอบหลักและหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำซุปทั้งหมดสามารถช่วยลดการได้รับโซเดียมได้</p>
<h3>คำถาม 4. ผู้ป่วยโรคไตสามารถรับประทานบุฟเฟต์ได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ</strong> สามารถรับประทานได้ แต่ควรวางแผนเรื่องปริมาณอาหาร เลือกโปรตีนตาม portion ที่กำหนด จำกัดอาหารหมักและอาหารแปรรูป ลดน้ำจิ้ม และไม่ดื่มน้ำซุปในปริมาณมาก</p>
<h3>คำถาม 5. ผู้ป่วยโรคไตทุกคนต้องงดอาหารที่มีโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูงหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ</strong> ไม่จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัสทุกคน ข้อจำกัดควรพิจารณาจากผลเลือด ระยะของโรคไต และสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>National Kidney Foundation. Top Tips for Reducing Salt in Your Diet.</li>
<li>National Kidney Foundation. Sodium and Your CKD Diet.</li>
<li>National Kidney Foundation. Creating a Kidney-Friendly Plate.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/eating-out-with-chronic-kidney-disease/">รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างไรเมื่อเป็นโรคไตเรื้อรัง: เลือกเมนูอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องงดการเข้าสังคม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/eating-out-with-chronic-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบาหวานกับโรคไตเรื้อรัง: วางแผนอาหารอย่างไรให้ดูแลทั้งระดับน้ำตาลและสุขภาพไต</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/diabetes-chronic-kidney-disease-diet/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/diabetes-chronic-kidney-disease-diet/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 10:59:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=540</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เบาหวานคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องค่อย ๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/diabetes-chronic-kidney-disease-diet/">เบาหวานกับโรคไตเรื้อรัง: วางแผนอาหารอย่างไรให้ดูแลทั้งระดับน้ำตาลและสุขภาพไต</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><strong>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</strong><br />
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)<br />
ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>
<p>เบาหวานคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องค่อย ๆ ทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดฝอยภายในไต สำหรับผู้ที่มีทั้งโรคเบาหวานและ CKD การวางแผนอาหารจึงมีความซับซ้อนกว่าการ “ลดหวาน” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต การทำงานของไต ภาวะโภชนาการ ตลอดจนระดับโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสของแต่ละบุคคล</p>
<p>NIDDK ระบุว่า การดูแลระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเป้าหมาย เป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดและการดำเนินโรคไตจากเบาหวาน</p>
<h2>ไม่ใช่แค่ “งดน้ำตาล” แต่ต้องจัดการคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม</h2>
<p>อาหารประเภทข้าว แป้ง เส้น ผลไม้ นม และอาหารที่เติมน้ำตาล ล้วนเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสและส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด การควบคุมเบาหวานจึงควรพิจารณาทั้ง</p>
<ul>
<li>ชนิดของคาร์โบไฮเดรต</li>
<li>ปริมาณต่อมื้อ</li>
<li>ความสม่ำเสมอของเวลารับประทานอาหาร</li>
<li>ปริมาณน้ำตาลเติมเพิ่ม</li>
<li>ยาหรืออินซูลินที่ใช้ร่วมด้วย</li>
</ul>
<p>ไม่ควรงดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เนื่องจากอาจทำให้พลังงานไม่เพียงพอและทำให้รูปแบบอาหารไม่สมดุล</p>
<h2>โปรตีนต้อง “เพียงพอ แต่ไม่มากเกินความจำเป็น”</h2>
<p>ผู้ที่เป็นเบาหวานอาจคุ้นเคยกับรูปแบบอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำและโปรตีนสูง แต่เมื่อมี CKD ร่วมด้วย การรับประทานโปรตีนในปริมาณสูงอาจไม่เหมาะสม</p>
<p>สำหรับผู้ใหญ่ที่มี CKD ระยะ G3–G5 และยังไม่ได้ฟอกไต แนวทาง CKD โดยทั่วไปให้ความสำคัญกับการได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอโดยไม่มากเกินความจำเป็น การกำหนดปริมาณควรพิจารณาจากน้ำหนักตัว ภาวะโภชนาการ ระยะ CKD และแผนการรักษา</p>
<h2>โซเดียมสำคัญต่อทั้งไตและความดันโลหิต</h2>
<p>ผู้ป่วยเบาหวานและ CKD มักมีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงร่วมด้วย อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส น้ำซุป และอาหารจากร้านอาหารสามารถเป็นแหล่งโซเดียมสำคัญ การลดโซเดียมจึงช่วยสนับสนุนการควบคุมความดันโลหิตและลดภาวะคั่งของน้ำ</p>
<h2>ผลไม้ไม่จำเป็นต้องงด แต่ต้องพิจารณาสองเรื่องพร้อมกัน</h2>
<p>สำหรับผู้ที่มีเบาหวานร่วมกับ CKD การเลือกผลไม้ต้องคำนึงถึงทั้ง</p>
<ol>
<li>ปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล</li>
<li>ปริมาณโพแทสเซียม</li>
</ol>
<p>ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ระดับโพแทสเซียมปกติอาจมีตัวเลือกผลไม้กว้างกว่า แต่ยังต้องควบคุมส่วนบริโภคเพื่อไม่ให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ในทางกลับกัน หากมีภาวะโพแทสเซียมสูง อาจต้องเลือกทั้งชนิดและปริมาณผลไม้ให้เหมาะสม</p>
<h2>เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน</h2>
<p>น้ำผลไม้ สมูทตี น้ำมะพร้าว เครื่องดื่มสมุนไพร และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพบางชนิด อาจมีน้ำตาลหรือโพแทสเซียมในปริมาณสูง โดยเฉพาะน้ำผลไม้และสมูทตี ซึ่งสามารถรวมผลไม้หลายส่วนไว้ในเครื่องดื่มเพียงหนึ่งแก้ว ทำให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตและโพแทสเซียมในปริมาณมากภายในเวลาอันสั้น</p>
<h2>แนวทางจัดจานอาหารอย่างง่าย</h2>
<p>การวางแผนอาหารสามารถเริ่มจากการกำหนดสัดส่วนในจานอย่างเหมาะสม เช่น</p>
<ul>
<li>เลือกคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับน้ำตาล</li>
<li>เลือกโปรตีนในปริมาณตามคำแนะนำเฉพาะบุคคล</li>
<li>เพิ่มผักที่เหมาะสมกับระดับโพแทสเซียม</li>
<li>ลดอาหารทอด อาหารแปรรูป และซอสปรุงรส</li>
<li>เลือกน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มไม่เติมน้ำตาล หากไม่มีข้อจำกัดด้านของเหลว</li>
</ul>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่มี “จานอาหารสำหรับโรคไตและเบาหวาน” รูปแบบเดียวที่เหมาะกับทุกคน</p>
<h2>การติดตามผลสำคัญกว่าการตั้งข้อห้าม</h2>
<p>แผนอาหารควรได้รับการปรับตามผลตรวจ เช่น ระดับน้ำตาล HbA1c, eGFR, UACR, โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงน้ำหนักและภาวะโภชนาการ</p>
<p>NIDDK เน้นว่าไม่มีแผนอาหารแบบเดียวสำหรับผู้ป่วย CKD ทุกคน และความต้องการทางโภชนาการสามารถเปลี่ยนแปลงเมื่อโรคไตดำเนินไป</p>
<p>ผู้ที่มีเบาหวานร่วมกับโรคไตเรื้อรังไม่ควรมุ่งควบคุมเฉพาะน้ำตาล แต่ควรดูภาพรวมของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส พลังงาน และภาวะโภชนาการ การวางแผนอาหารเฉพาะบุคคลจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลทั้งระดับน้ำตาลและสุขภาพไตไปพร้อมกัน</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเบาหวานและโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>คำถาม 1: เป็นเบาหวานและโรคไตเรื้อรังต้องงดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่ควรงดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เนื่องจากอาจทำให้ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการเลือกชนิดและควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตในแต่ละมื้อให้เหมาะสมกับระดับน้ำตาลและแผนการรักษา</p>
<h3>คำถาม 2: ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตร่วมด้วยสามารถรับประทานโปรตีนสูงได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> เมื่อมีโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย การรับประทานโปรตีนในปริมาณสูงอาจไม่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มี CKD ระยะ G3–G5 และยังไม่ได้ฟอกไต ปริมาณโปรตีนควรพิจารณาจากระยะของโรคไต น้ำหนักตัว ภาวะโภชนาการ และแผนการรักษา</p>
<h3>คำถาม 3: ผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตสามารถรับประทานผลไม้ได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> สามารถรับประทานผลไม้ได้ในหลายกรณี แต่ต้องพิจารณาทั้งปริมาณคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และโพแทสเซียม ผู้ที่มีระดับโพแทสเซียมสูงอาจต้องเลือกชนิดและปริมาณผลไม้ให้เหมาะสมมากขึ้น</p>
<h3>คำถาม 4: น้ำผลไม้และสมูทตีเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> น้ำผลไม้และสมูทตีอาจมีน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต และโพแทสเซียมในปริมาณสูง เนื่องจากสามารถรวมผลไม้หลายส่วนไว้ในเครื่องดื่มเพียงหนึ่งแก้ว จึงควรพิจารณาปริมาณและความเหมาะสมเป็นรายบุคคล</p>
<h3>คำถาม 5: ผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตควรติดตามผลตรวจอะไรบ้างเพื่อวางแผนอาหาร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ควรพิจารณาผลตรวจหลายด้านร่วมกัน เช่น ระดับน้ำตาล HbA1c, eGFR, UACR, โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงน้ำหนักตัวและภาวะโภชนาการ เพื่อช่วยปรับแผนอาหารให้เหมาะกับสภาวะของแต่ละบุคคล</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Diabetic Kidney Disease.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Living with Diabetes.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/diabetes-chronic-kidney-disease-diet/">เบาหวานกับโรคไตเรื้อรัง: วางแผนอาหารอย่างไรให้ดูแลทั้งระดับน้ำตาลและสุขภาพไต</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/diabetes-chronic-kidney-disease-diet/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละเท่าไร? ทำความเข้าใจเรื่อง “น้ำ” ให้เหมาะกับระยะของโรคไต</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/how-much-water-should-kidney-patients-drink/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/how-much-water-should-kidney-patients-drink/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 10:36:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=537</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในคำแนะนำที่ผู้ป่วยโรคไตได้ยินบ่อยที่สุดคือ “เป็นโรคไตต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยล้างไต” ในทางกลับกัน ผู้ป่วยบางรายได้รับคำแนะนำว่า “เป็นโรคไตต้องจำกัดน้ำ” ความจริงคือ ไม่มีปริมาณน้ำมาตรฐานหนึ่งค่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/how-much-water-should-kidney-patients-drink/">ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละเท่าไร? ทำความเข้าใจเรื่อง “น้ำ” ให้เหมาะกับระยะของโรคไต</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><strong>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</strong><br />
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)<br />
ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>
<p>หนึ่งในคำแนะนำที่ผู้ป่วยโรคไตได้ยินบ่อยที่สุดคือ “เป็นโรคไตต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยล้างไต”</p>
<p>ในทางกลับกัน ผู้ป่วยบางรายได้รับคำแนะนำว่า “เป็นโรคไตต้องจำกัดน้ำ”</p>
<p>ความจริงคือ <strong>ไม่มีปริมาณน้ำมาตรฐานหนึ่งค่า ที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตทุกคน</strong> ปริมาณน้ำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรคไต ความสามารถในการขับปัสสาวะ ภาวะบวม การทำงานของหัวใจ ระดับโซเดียมในเลือด ยาที่ใช้ และรูปแบบการรักษา</p>
<h2>ผู้ป่วย CKD ระยะแรกจำเป็นต้องจำกัดน้ำหรือไม่?</h2>
<p>ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรกจำนวนมากที่ยังมีปริมาณปัสสาวะปกติและไม่มีภาวะคั่งของน้ำ อาจไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำอย่างเข้มงวด</p>
<p>National Kidney Foundation ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไตระยะแรกส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำ แต่เมื่อโรคไตดำเนินมากขึ้น ทีมรักษาอาจพิจารณาว่าจำเป็นต้องจำกัดน้ำหรือไม่ และควรจำกัดในระดับใด</p>
<h2>ดื่มน้ำมากไม่ได้หมายความว่าไตจะดีขึ้นเสมอไป</h2>
<p>การดื่มน้ำให้เพียงพอมีความสำคัญต่อร่างกาย แต่การดื่มน้ำในปริมาณมากเกินความต้องการไม่ได้หมายความว่าจะสามารถ “ล้างของเสีย” หรือทำให้ค่าไตกลับมาปกติ</p>
<p>ในผู้ที่ไตไม่สามารถขับน้ำออกได้ดี น้ำส่วนเกินอาจสะสมในร่างกาย และอาจทำให้เกิดอาการหรือภาวะต่าง ๆ เช่น</p>
<ul>
<li>บวมบริเวณเท้า ขา หรือใบหน้า</li>
<li>น้ำหนักเพิ่มจากการคั่งของน้ำ</li>
<li>ความดันโลหิตสูง</li>
<li>หายใจเหนื่อย</li>
<li>ภาวะน้ำเกิน</li>
<li>เพิ่มภาระต่อหัวใจ</li>
</ul>
<p>NIDDK ระบุว่าผู้ป่วย CKD บางรายจำเป็นต้องจำกัดน้ำ เนื่องจากไตที่เสียหน้าที่อาจไม่สามารถกำจัดน้ำส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<h2>ใครบ้างที่อาจต้องจำกัดน้ำ?</h2>
<p>การจำกัดน้ำอาจได้รับการพิจารณาในผู้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>ปัสสาวะออกน้อย</li>
<li>อาการบวม</li>
<li>ภาวะหัวใจล้มเหลว</li>
<li>ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำบางประเภท</li>
<li>CKD ระยะท้าย</li>
<li>การฟอกเลือดหรือการบำบัดทดแทนไตบางรูปแบบ</li>
</ul>
<p>ปริมาณที่เหมาะสมควรกำหนดโดยแพทย์หรือนักกำหนดอาหารตามภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย</p>
<h2>“น้ำ” ไม่ได้หมายถึงน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว</h2>
<p>เมื่อมีคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ต้องคำนึงถึงของเหลวทั้งหมดที่บริโภคในแต่ละวัน เช่น</p>
<ul>
<li>น้ำเปล่า</li>
<li>ชาและกาแฟ</li>
<li>นม</li>
<li>น้ำผลไม้</li>
<li>น้ำมะพร้าว</li>
<li>น้ำซุป</li>
<li>โจ๊กหรือข้าวต้มที่มีน้ำมาก</li>
<li>น้ำแข็ง</li>
<li>เจลาตินและอาหารที่ละลายเป็นของเหลว</li>
</ul>
<p>ดังนั้น ผู้ป่วยที่ได้รับคำแนะนำให้ควบคุมของเหลวจึงควรนับ “ปริมาณของเหลวรวม” ไม่ใช่นับเฉพาะน้ำดื่ม</p>
<h2>โซเดียมกับความกระหายน้ำมีความสัมพันธ์กัน</h2>
<p>อาหารเค็มสามารถเพิ่มความกระหายน้ำและทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น ดังนั้น ผู้ป่วยที่ต้องจำกัดน้ำควรควบคุมโซเดียมควบคู่กัน เพราะหากยังรับประทานอาหารเค็มมาก การควบคุมปริมาณน้ำจะทำได้ยากขึ้น</p>
<h2>สังเกตอาการที่อาจบ่งชี้ภาวะน้ำเกิน</h2>
<p>ควรปรึกษาแพทย์หากพบอาการต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว</li>
<li>ขาหรือเท้าบวมมากขึ้น</li>
<li>ใบหน้าบวม</li>
<li>หายใจลำบากหรือเหนื่อยง่าย</li>
<li>นอนราบแล้วหายใจไม่สะดวก</li>
<li>ปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจน</li>
</ul>
<p>NIDDK แนะนำให้ผู้ป่วยติดต่อทีมรักษาหากสังเกตพบอาการบวมบริเวณใบหน้า แขน ขา หรือช่องท้อง</p>
<h2>ในทางกลับกัน ไม่ควรดื่มน้ำน้อยเกินไป</h2>
<p>การจำกัดน้ำโดยไม่มีข้อบ่งชี้อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย หรือออกกำลังกาย</p>
<p>ภาวะขาดน้ำอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงและส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปยังไต ดังนั้น ทั้ง “น้ำมากเกินไป” และ “น้ำน้อยเกินไป” ต่างไม่เหมาะสม</p>
<h2>ปริมาณน้ำที่เหมาะสมต้องเป็นรายบุคคล</h2>
<p>การกำหนดปริมาณน้ำควรพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เช่น</p>
<ul>
<li>ระยะ CKD</li>
<li>ปริมาณปัสสาวะ</li>
<li>น้ำหนักตัว</li>
<li>อาการบวม</li>
<li>ความดันโลหิต</li>
<li>ระดับโซเดียมในเลือด</li>
<li>ภาวะหัวใจ</li>
<li>ยาที่ได้รับ</li>
<li>การฟอกไต</li>
</ul>
<p>จึงไม่ควรใช้คำแนะนำแบบเดียว เช่น “วันละ 2 ลิตร” หรือ “วันละ 3 ลิตร” กับผู้ป่วยโรคไตทุกคน</p>
<p>ผู้ป่วยโรคไตไม่ได้จำเป็นต้อง “ดื่มน้ำมาก” หรือ “จำกัดน้ำ” เหมือนกันทุกคน แนวทางที่เหมาะสมคือดื่มน้ำตามความต้องการและสภาวะทางการแพทย์ โดยได้รับการประเมินจากทีมรักษาเมื่อมี CKD ระยะมากขึ้น มีอาการบวม ปัสสาวะลดลง หรือได้รับการฟอกไต</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดื่มน้ำในผู้ป่วยโรคไต</h2>
<h3>คำถาม 1: ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่มีปริมาณน้ำมาตรฐานหนึ่งค่าที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตทุกคน ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรคไต ปริมาณปัสสาวะ อาการบวม ภาวะหัวใจ ระดับโซเดียมในเลือด ยาที่ได้รับ และรูปแบบการรักษา</p>
<h3>คำถาม 2: ผู้ป่วยโรคไตต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยล้างไตหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> การดื่มน้ำในปริมาณมากเกินความต้องการไม่ได้หมายความว่าจะช่วย “ล้างไต” หรือทำให้ค่าไตกลับมาปกติ และในผู้ที่ไตขับน้ำออกได้ไม่ดี น้ำส่วนเกินอาจสะสมในร่างกายได้</p>
<h3>คำถาม 3: ผู้ป่วยโรคไตระยะแรกต้องจำกัดน้ำหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรกจำนวนมากที่ยังมีปริมาณปัสสาวะปกติและไม่มีภาวะคั่งของน้ำ อาจไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ควรประเมินเป็นรายบุคคล</p>
<h3>คำถาม 4: หากแพทย์ให้จำกัดน้ำ ต้องนับเฉพาะน้ำเปล่าหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่ใช่ เมื่อมีคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ควรนับของเหลวทั้งหมด เช่น น้ำเปล่า ชา กาแฟ นม น้ำผลไม้ น้ำซุป น้ำแข็ง และอาหารที่มีน้ำมากหรือสามารถละลายเป็นของเหลวได้</p>
<h3>คำถาม 5: มีอาการอะไรที่อาจบ่งชี้ว่าร่างกายมีน้ำเกิน?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว ขาหรือเท้าบวม ใบหน้าบวม หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย นอนราบแล้วหายใจไม่สะดวก หรือมีปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจน</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>National Kidney Foundation. Nutrition and Kidney Disease, Stages 1–5.</li>
<li>National Kidney Foundation. Healthy Hydration and Your Kidneys.</li>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/how-much-water-should-kidney-patients-drink/">ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละเท่าไร? ทำความเข้าใจเรื่อง “น้ำ” ให้เหมาะกับระยะของโรคไต</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/how-much-water-should-kidney-patients-drink/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โซเดียมกับโรคไตเรื้อรัง: ลดเค็มอย่างไรให้เหมาะสม โดยไม่ทำให้อาหารขาดรสชาติ</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/sodium-and-chronic-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/sodium-and-chronic-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 03:04:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=376</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โซเดียมมักถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในจานอาหาร แต่แท้จริงแล้วโซเดียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งการรักษาสมดุลของน้ำ การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีโซเดียม แต่อยู่ที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/sodium-and-chronic-kidney-disease/">โซเดียมกับโรคไตเรื้อรัง: ลดเค็มอย่างไรให้เหมาะสม โดยไม่ทำให้อาหารขาดรสชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><em>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</em><br />
<em>นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)</em><br />
<em>ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)</em><br />
<em>สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</em></p>
<p>โซเดียมมักถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในจานอาหาร แต่แท้จริงแล้วโซเดียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งการรักษาสมดุลของน้ำ การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีโซเดียม แต่อยู่ที่ “ปริมาณที่มากเกินไป” ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมความดันโลหิตและภาวะคั่งของน้ำ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD)</p>
<p>เมื่อการทำงานของไตลดลง ความสามารถในการควบคุมสมดุลของโซเดียมและน้ำอาจลดลงตามไปด้วย การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงจึงอาจสัมพันธ์กับอาการบวม ความดันโลหิตสูง และเพิ่มภาระต่อหัวใจและไต</p>
<h2>ผู้ป่วย CKD ควรได้รับโซเดียมเท่าใด?</h2>
<p>แนวทาง KDIGO แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยทั่วไปได้รับโซเดียม <strong>น้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน</strong> หรือเทียบเท่ากับเกลือโซเดียมคลอไรด์ประมาณ 5 กรัมต่อวัน ทั้งนี้ควรปรับตามสภาวะสุขภาพและคำแนะนำของทีมรักษา</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ที่มีภาวะสูญเสียโซเดียมจากโรคไตบางชนิด อาจไม่เหมาะกับการจำกัดโซเดียมอย่างเข้มงวด จึงควรประเมินเป็นรายบุคคล</p>
<h2>โซเดียมไม่ได้มาจากเกลือเพียงอย่างเดียว</h2>
<p>หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อย คือการคิดว่าการ “ไม่เติมเกลือ” หมายถึงได้รับโซเดียมน้อยแล้ว ในความเป็นจริง โซเดียมจำนวนมากมาจากอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และเครื่องปรุงรส เช่น</p>
<ul>
<li>น้ำปลา</li>
<li>ซีอิ๊ว</li>
<li>ซอสปรุงรส</li>
<li>ซอสหอยนางรม</li>
<li>ผงปรุงรส</li>
<li>บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป</li>
<li>อาหารกระป๋อง</li>
<li>ไส้กรอก แฮม เบคอน</li>
<li>ลูกชิ้นและเนื้อแปรรูป</li>
<li>ขนมขบเคี้ยว</li>
<li>อาหารแช่แข็งและอาหารพร้อมรับประทาน</li>
</ul>
<p>NIDDK ระบุว่าอาหารบรรจุสำเร็จ อาหารปรุงสำเร็จ และอาหารจากร้านอาหารเป็นแหล่งโซเดียมที่สำคัญ และอาหารบางชนิดอาจมีโซเดียมสูงแม้ไม่ได้มีรสเค็มอย่างชัดเจน</p>
<h2>ลดเค็มโดยไม่ทำให้อาหารจืดเกินไป</h2>
<p>การลดโซเดียมไม่จำเป็นต้องหมายถึงอาหารไม่มีรสชาติ สามารถใช้สมุนไพรและเครื่องเทศเพื่อเพิ่มกลิ่นและรส เช่น</p>
<ul>
<li>มะนาว</li>
<li>กระเทียม</li>
<li>ขิง</li>
<li>ตะไคร้</li>
<li>ใบมะกรูด</li>
<li>พริกไทย</li>
<li>หอมแดง</li>
<li>พริกสด</li>
<li>ผักชีและสมุนไพรสดชนิดต่าง ๆ</li>
</ul>
<p>การค่อย ๆ ลดปริมาณเครื่องปรุงเค็มลงทีละน้อยยังช่วยให้ลิ้นปรับตัวต่อรสชาติที่เค็มน้อยลงได้</p>
<h2>อ่านฉลากโภชนาการอย่างไร?</h2>
<p>ก่อนเลือกซื้ออาหาร ควรตรวจดูปริมาณ Sodium <strong>ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค</strong> หากผลิตภัณฑ์หนึ่งบรรจุภัณฑ์มีหลายหน่วยบริโภค ต้องคำนวณปริมาณโซเดียมตามจำนวนที่รับประทานจริง</p>
<p>ตามแนวทางของ NIDDK ค่า % Daily Value ของโซเดียมประมาณ 5% หรือน้อยกว่าต่อหนึ่งหน่วยบริโภคถือว่าค่อนข้างต่ำ ขณะที่ 20% หรือมากกว่าถือว่าสูง</p>
<h2>ระวัง “เกลือเพื่อสุขภาพ”</h2>
<p>ผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น “เกลือโซเดียมต่ำ” หรือ “เกลือเพื่อสุขภาพ” ผลิตภัณฑ์บางชนิดใช้ potassium chloride ทดแทน sodium chloride ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มี CKD หรือใช้ยาที่มีผลต่อระดับโพแทสเซียม</p>
<h2>เทคนิคสำหรับการรับประทานอาหารนอกบ้าน</h2>
<p>เมื่อต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน สามารถลดโซเดียมได้โดย</p>
<ul>
<li>ขอแยกซอสหรือเครื่องปรุง</li>
<li>ไม่เติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือซอสเพิ่ม</li>
<li>หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำซุปทั้งหมด</li>
<li>เลือกเมนูต้ม นึ่ง ย่าง หรืออาหารปรุงสด</li>
<li>ลดอาหารหมักดองและอาหารแปรรูป</li>
<li>ขอให้ร้านลดเค็มหากสามารถทำได้</li>
</ul>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโซเดียมและโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>1. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจำเป็นต้องงดโซเดียมทั้งหมดหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งการรักษาสมดุลของน้ำ การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีโซเดียม แต่อยู่ที่ “ปริมาณที่มากเกินไป”</p>
<h3>2. คำถาม: ผู้ป่วย CKD ควรได้รับโซเดียมไม่เกินเท่าใดต่อวัน?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> แนวทาง KDIGO แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยทั่วไปได้รับโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับเกลือโซเดียมคลอไรด์ประมาณ 5 กรัมต่อวัน ทั้งนี้ควรปรับตามสภาวะสุขภาพและคำแนะนำของทีมรักษา</p>
<h3>3. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตทุกคนต้องจำกัดโซเดียมเท่ากันหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ที่มีภาวะสูญเสียโซเดียมจากโรคไตบางชนิด อาจไม่เหมาะกับการจำกัดโซเดียมอย่างเข้มงวด จึงควรประเมินเป็นรายบุคคล</p>
<h3>4. คำถาม: การไม่เติมเกลือหมายความว่าได้รับโซเดียมน้อยแล้วใช่หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในความเป็นจริง โซเดียมจำนวนมากมาจากอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และเครื่องปรุงรส เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงปรุงรส และอาหารพร้อมรับประทาน</p>
<h3>5. คำถาม: ลดเค็มอย่างไรโดยไม่ทำให้อาหารจืดเกินไป?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> สามารถใช้สมุนไพรและเครื่องเทศเพื่อเพิ่มกลิ่นและรส เช่น มะนาว กระเทียม ขิง ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกไทย หอมแดง พริกสด ผักชี และสมุนไพรสดชนิดต่าง ๆ</p>
<h3>6. คำถาม: ควรดูปริมาณโซเดียมบนฉลากอาหารตรงไหน?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ควรตรวจดูปริมาณ Sodium ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค หากผลิตภัณฑ์หนึ่งบรรจุภัณฑ์มีหลายหน่วยบริโภค ต้องคำนวณปริมาณโซเดียมตามจำนวนที่รับประทานจริง</p>
<h3>7. คำถาม: ค่า % Daily Value ของโซเดียมเท่าใดถือว่าต่ำหรือสูง?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ตามแนวทางของ NIDDK ค่า % Daily Value ของโซเดียมประมาณ 5% หรือน้อยกว่าต่อหนึ่งหน่วยบริโภคถือว่าค่อนข้างต่ำ ขณะที่ 20% หรือมากกว่าถือว่าสูง</p>
<h3>8. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตสามารถใช้เกลือโซเดียมต่ำหรือเกลือเพื่อสุขภาพได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผลิตภัณฑ์บางชนิดใช้ potassium chloride ทดแทน sodium chloride ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มี CKD หรือใช้ยาที่มีผลต่อระดับโพแทสเซียม</p>
<h3>9. คำถาม: รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างไรเพื่อลดโซเดียม?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> สามารถขอแยกซอสหรือเครื่องปรุง ไม่เติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือซอสเพิ่ม หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำซุปทั้งหมด เลือกอาหารปรุงสด และขอให้ร้านลดเค็มหากสามารถทำได้</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Slow Progression &amp; Reduce Complications.</li>
<li>National Kidney Foundation. Nutrition and Kidney Disease, Stages 1–5.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/sodium-and-chronic-kidney-disease/">โซเดียมกับโรคไตเรื้อรัง: ลดเค็มอย่างไรให้เหมาะสม โดยไม่ทำให้อาหารขาดรสชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/sodium-and-chronic-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การบริโภคผลไม้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: การเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสมกับระดับโพแทสเซียม</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/fruit-consumption-chronic-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/fruit-consumption-chronic-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 02:52:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=370</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล “เป็นโรคไตแล้วยังกินผลไม้ได้ไหม?” เป็นคำถามที่ผู้ป่วยจำนวนมากสงสัย เพราะแม้ผลไม้จะเป็นแหล่งของวิตามิน ใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจำนวนไม่น้อยกลับกังวลว่าต้องงดผลไม้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโพแทสเซียม ในความเป็นจริง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/fruit-consumption-chronic-kidney-disease/">การบริโภคผลไม้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: การเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสมกับระดับโพแทสเซียม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p><em>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</em></p>
<p><em>นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)</em></p>
<p><em>ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)</em></p>
<p><em>สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</em></p>
<p>“เป็นโรคไตแล้วยังกินผลไม้ได้ไหม?” เป็นคำถามที่ผู้ป่วยจำนวนมากสงสัย เพราะแม้ผลไม้จะเป็นแหล่งของวิตามิน ใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจำนวนไม่น้อยกลับกังวลว่าต้องงดผลไม้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโพแทสเซียม</p>
<p>ในความเป็นจริง ผู้ป่วย CKD จำนวนมากยังสามารถรับประทานผลไม้ได้ โดยควรพิจารณาชนิด ปริมาณ และความถี่ตามระดับโพแทสเซียมในเลือด ระยะของโรคไต โรคร่วม และยาที่ใช้</p>
<h2>ไม่ควรงดผลไม้โดยไม่มีข้อบ่งชี้</h2>
<p>ในผู้ที่มีระดับโพแทสเซียมในเลือดอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องจำกัดผลไม้อย่างเข้มงวดในทุกกรณี การหลีกเลี่ยงผลไม้มากเกินไปอาจทำให้ได้รับใยอาหาร วิตามิน และสารอาหารจากพืชไม่เพียงพอ</p>
<h2>หากโพแทสเซียมสูง ควรพิจารณาทั้งชนิดและปริมาณ</h2>
<p>ในผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมสูง ควรพิจารณาทั้งชนิดของผลไม้และขนาดของส่วนบริโภค ผลไม้บางชนิดมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง เช่น</p>
<ul>
<li>กล้วย</li>
<li>อะโวคาโด</li>
<li>ทุเรียน</li>
<li>ขนุน</li>
<li>แคนตาลูป</li>
<li>ผลไม้แห้ง</li>
<li>น้ำมะพร้าว</li>
</ul>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าอาหารเหล่านี้เป็น “อาหารต้องห้ามตลอดชีวิต” การจำกัดควรขึ้นอยู่กับระดับโพแทสเซียมและคำแนะนำเฉพาะบุคคล</p>
<h2>ปริมาณต่อครั้งมีความสำคัญ</h2>
<p>การรับประทานผลไม้หนึ่งส่วนแตกต่างจากการรับประทานหลายส่วนในครั้งเดียว โดยเฉพาะสมูทตีและน้ำผลไม้ ซึ่งสามารถรวมผลไม้หลายส่วนในหนึ่งแก้ว ทำให้ได้รับทั้งโพแทสเซียมและน้ำตาลในปริมาณสูงได้อย่างรวดเร็ว</p>
<h2>ผลไม้ทั้งผลดีกว่าน้ำผลไม้</h2>
<p>โดยทั่วไป การรับประทานผลไม้ทั้งผลในปริมาณที่เหมาะสม จะให้ใยอาหารมากกว่าน้ำผลไม้ น้ำผลไม้และสมูทตีอาจทำให้รับประทานผลไม้ในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว และอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องควบคุมทั้งโพแทสเซียมและระดับน้ำตาล</p>
<h2>ผลไม้แห้งควรระวัง</h2>
<p>เมื่อมีการนำเอาน้ำออกจากผลไม้ สารอาหารและแร่ธาตุจะมีความเข้มข้นสูงขึ้น ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด อินทผลัม ลูกพรุน และแอปริคอตแห้ง จึงสามารถให้โพแทสเซียมและน้ำตาลในปริมาณสูง แม้รับประทานเพียงเล็กน้อย</p>
<h2>น้ำมะพร้าวไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน</h2>
<p>แม้น้ำมะพร้าวจะได้รับความนิยมในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง ผู้ป่วย CKD ที่มีภาวะโพแทสเซียมสูงหรือได้รับยาที่มีผลเพิ่มระดับโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนบริโภคเป็นประจำ</p>
<h2>ผู้ป่วยเบาหวานและ CKD ต้องพิจารณาน้ำตาลร่วมด้วย</h2>
<p>ผู้ป่วยโรคไตจำนวนมากมีโรคเบาหวานร่วมด้วย ดังนั้นการเลือกผลไม้ควรคำนึงถึงทั้งโพแทสเซียม ปริมาณคาร์โบไฮเดรต และขนาดส่วนบริโภค ผลไม้ทั้งผลในปริมาณเหมาะสมมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่าน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มผลไม้ที่เติมน้ำตาล</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรับประทานผลไม้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>1. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังกินผลไม้ได้ไหม?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผู้ป่วย CKD จำนวนมากยังสามารถรับประทานผลไม้ได้ โดยควรพิจารณาชนิด ปริมาณ และความถี่ตามระดับโพแทสเซียมในเลือด ระยะของโรคไต โรคร่วม และยาที่ใช้</p>
<h3>2. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องงดผลไม้ทั้งหมดหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในผู้ที่มีระดับโพแทสเซียมในเลือดอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องจำกัดผลไม้อย่างเข้มงวดในทุกกรณี การหลีกเลี่ยงผลไม้มากเกินไปอาจทำให้ได้รับใยอาหาร วิตามิน และสารอาหารจากพืชไม่เพียงพอ</p>
<h3>3. คำถาม: ผลไม้ชนิดใดมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผลไม้บางชนิดมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง เช่น กล้วย อะโวคาโด ทุเรียน ขนุน แคนตาลูป ผลไม้แห้ง และน้ำมะพร้าว</p>
<h3>4. คำถาม: ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงเป็นอาหารต้องห้ามตลอดชีวิตหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ไม่ควรตีความว่าอาหารเหล่านี้เป็น “อาหารต้องห้ามตลอดชีวิต” การจำกัดควรขึ้นอยู่กับระดับโพแทสเซียมและคำแนะนำเฉพาะบุคคล</p>
<h3>5. คำถาม: ทำไมผู้ป่วยโรคไตจึงควรระวังน้ำผลไม้และสมูทตี?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> สมูทตีและน้ำผลไม้สามารถรวมผลไม้หลายส่วนในหนึ่งแก้ว ทำให้ได้รับทั้งโพแทสเซียมและน้ำตาลในปริมาณสูงได้อย่างรวดเร็ว</p>
<h3>6. คำถาม: ผลไม้ทั้งผลดีกว่าน้ำผลไม้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> โดยทั่วไป การรับประทานผลไม้ทั้งผลในปริมาณที่เหมาะสม จะให้ใยอาหารมากกว่าน้ำผลไม้ น้ำผลไม้และสมูทตีอาจทำให้รับประทานผลไม้ในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว และอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องควบคุมทั้งโพแทสเซียมและระดับน้ำตาล</p>
<h3>7. คำถาม: ทำไมผู้ป่วยโรคไตจึงควรระวังผลไม้แห้ง?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> เมื่อมีการนำเอาน้ำออกจากผลไม้ สารอาหารและแร่ธาตุจะมีความเข้มข้นสูงขึ้น ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด อินทผลัม ลูกพรุน และแอปริคอตแห้ง จึงสามารถให้โพแทสเซียมและน้ำตาลในปริมาณสูง แม้รับประทานเพียงเล็กน้อย</p>
<h3>8. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตดื่มน้ำมะพร้าวได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> น้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง ผู้ป่วย CKD ที่มีภาวะโพแทสเซียมสูงหรือได้รับยาที่มีผลเพิ่มระดับโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนบริโภคเป็นประจำ</p>
<h3>9. คำถาม: ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตร่วมด้วยควรเลือกผลไม้อย่างไร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> การเลือกผลไม้ควรคำนึงถึงทั้งโพแทสเซียม ปริมาณคาร์โบไฮเดรต และขนาดส่วนบริโภค ผลไม้ทั้งผลในปริมาณเหมาะสมมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่าน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มผลไม้ที่เติมน้ำตาล</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Potassium: Tips for People with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>National Kidney Foundation. Potassium and Chronic Kidney Disease.</li>
<li>U.S. Department of Agriculture. FoodData Central.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/fruit-consumption-chronic-kidney-disease/">การบริโภคผลไม้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: การเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสมกับระดับโพแทสเซียม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/fruit-consumption-chronic-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟอสฟอรัสกับโรคไตเรื้อรัง: การเลือกอาหารและการสังเกตสารเติมแต่งฟอสเฟตบนฉลาก</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/phosphorus-and-chronic-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/phosphorus-and-chronic-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 02:04:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=367</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ.35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่ทำงานอยู่เบื้องหลังสุขภาพของกระดูกและฟัน การทำงานของเซลล์ ตลอดจนกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะเมื่อการทำงานของไตลดลง ไตอาจมีความสามารถในการขับฟอสฟอรัสลดลง ส่งผลให้สมดุลของฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินดี และฮอร์โมนพาราไทรอยด์เปลี่ยนแปลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/phosphorus-and-chronic-kidney-disease/">ฟอสฟอรัสกับโรคไตเรื้อรัง: การเลือกอาหารและการสังเกตสารเติมแต่งฟอสเฟตบนฉลาก</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>ผู้เขียนบทความ</em></strong></p>
<p><em>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</em></p>
<p><em>นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ.35)</em></p>
<p><em>ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)</em></p>
<p><em>สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</em></p>
<p>ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่ทำงานอยู่เบื้องหลังสุขภาพของกระดูกและฟัน การทำงานของเซลล์ ตลอดจนกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย</p>
<p>ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะเมื่อการทำงานของไตลดลง ไตอาจมีความสามารถในการขับฟอสฟอรัสลดลง ส่งผลให้สมดุลของฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินดี และฮอร์โมนพาราไทรอยด์เปลี่ยนแปลง ภาวะดังกล่าวสัมพันธ์กับความผิดปกติของกระดูกและแร่ธาตุในโรคไต หรือ CKD-Mineral and Bone Disorder: CKD-MBD</p>
<h2>ฟอสฟอรัสพบได้ในอาหารหลายชนิด</h2>
<p>ฟอสฟอรัสตามธรรมชาติพบในเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม ผลิตภัณฑ์นม ถั่ว เมล็ดพืช และธัญพืช</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แหล่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ <strong>สารเติมแต่งฟอสเฟต หรือ phosphate additives</strong> ซึ่งพบได้ในอาหารแปรรูปหลายประเภท</p>
<p>ตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>เนื้อแปรรูป</li>
<li>ไส้กรอก</li>
<li>แฮม</li>
<li>นักเก็ต</li>
<li>ชีสแปรรูป</li>
<li>อาหารแช่แข็ง</li>
<li>เบเกอรีบางชนิด</li>
<li>เครื่องดื่มและอาหารสำเร็จรูปบางประเภท</li>
</ul>
<h2>สังเกตคำว่า “PHOS” บนฉลาก</h2>
<p>ส่วนประกอบที่ควรสังเกต ได้แก่</p>
<ul>
<li>Phosphoric acid</li>
<li>Sodium phosphate</li>
<li>Calcium phosphate</li>
<li>Pyrophosphate</li>
<li>Polyphosphate</li>
</ul>
<p>สารเติมแต่งฟอสเฟตมักดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้สูงกว่าฟอสฟอรัสที่อยู่ตามธรรมชาติในอาหาร ดังนั้นการเลือกอาหารสดและลดอาหารแปรรูปจึงเป็นแนวทางที่มีประโยชน์</p>
<h2>ไม่ควรลดโปรตีนเพียงเพื่อควบคุมฟอสฟอรัส</h2>
<p>อาหารที่มีโปรตีนหลายชนิดมีฟอสฟอรัสร่วมอยู่ด้วย หากลดอาหารโปรตีนมากเกินไปเพียงเพื่อต้องการลดฟอสฟอรัส อาจส่งผลให้ได้รับโปรตีนและพลังงานไม่เพียงพอ การวางแผนอาหารจึงควรพิจารณาทั้งปริมาณโปรตีน ระดับฟอสฟอรัส ภาวะโภชนาการ และระยะของโรคไตไปพร้อมกัน</p>
<h2>ฟอสฟอรัสจากพืชและอาหารแปรรูปแตกต่างกัน</h2>
<p>ฟอสฟอรัสจากพืชจำนวนหนึ่งอยู่ในรูป phytate ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ไม่สมบูรณ์เท่ากับ phosphate additives ดังนั้นในการควบคุมฟอสฟอรัส ไม่ควรพิจารณาเฉพาะ “ปริมาณรวม” แต่ควรพิจารณาแหล่งที่มาของฟอสฟอรัสด้วย</p>
<h2>ยาจับฟอสเฟต</h2>
<p>ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาใช้ phosphate binder เพื่อลดการดูดซึมฟอสฟอรัสจากอาหาร</p>
<p>ยากลุ่มนี้ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่ควรปรับขนาดหรือเวลาในการรับประทานด้วยตนเอง</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟอสฟอรัสและโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>คำถาม 1: ฟอสฟอรัสมีหน้าที่อะไรในร่างกาย?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่ทำงานอยู่เบื้องหลังสุขภาพของกระดูกและฟัน การทำงานของเซลล์ ตลอดจนกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย</p>
<h3>คำถาม 2: ทำไมผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจึงต้องระวังฟอสฟอรัส?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะเมื่อการทำงานของไตลดลง ไตอาจมีความสามารถในการขับฟอสฟอรัสลดลง ส่งผลให้สมดุลของฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินดี และฮอร์โมนพาราไทรอยด์เปลี่ยนแปลง ภาวะดังกล่าวสัมพันธ์กับความผิดปกติของกระดูกและแร่ธาตุในโรคไต หรือ CKD-Mineral and Bone Disorder: CKD-MBD</p>
<h3>คำถาม 3: ฟอสฟอรัสตามธรรมชาติพบในอาหารอะไรบ้าง?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ฟอสฟอรัสตามธรรมชาติพบในเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม ผลิตภัณฑ์นม ถั่ว เมล็ดพืช และธัญพืช</p>
<h3>คำถาม 4: อาหารประเภทใดอาจมีสารเติมแต่งฟอสเฟต?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> สารเติมแต่งฟอสเฟต หรือ phosphate additives พบได้ในอาหารแปรรูปหลายประเภท ตัวอย่างเช่น เนื้อแปรรูป ไส้กรอก แฮม นักเก็ต ชีสแปรรูป อาหารแช่แข็ง เบเกอรีบางชนิด เครื่องดื่มและอาหารสำเร็จรูปบางประเภท</p>
<h3>คำถาม 5: ควรสังเกตคำใดบนฉลากอาหารเพื่อดูสารเติมแต่งฟอสเฟต?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ส่วนประกอบที่ควรสังเกต ได้แก่ Phosphoric acid, Sodium phosphate, Calcium phosphate, Pyrophosphate และ Polyphosphate</p>
<h3>คำถาม 6: ทำไมจึงควรเลือกอาหารสดและลดอาหารแปรรูป?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> สารเติมแต่งฟอสเฟตมักดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้สูงกว่าฟอสฟอรัสที่อยู่ตามธรรมชาติในอาหาร ดังนั้นการเลือกอาหารสดและลดอาหารแปรรูปจึงเป็นแนวทางที่มีประโยชน์</p>
<h3>คำถาม 7: ควรลดโปรตีนเพื่อควบคุมฟอสฟอรัสหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> อาหารที่มีโปรตีนหลายชนิดมีฟอสฟอรัสร่วมอยู่ด้วย หากลดอาหารโปรตีนมากเกินไปเพียงเพื่อต้องการลดฟอสฟอรัส อาจส่งผลให้ได้รับโปรตีนและพลังงานไม่เพียงพอ การวางแผนอาหารจึงควรพิจารณาทั้งปริมาณโปรตีน ระดับฟอสฟอรัส ภาวะโภชนาการ และระยะของโรคไตไปพร้อมกัน</p>
<h3>คำถาม 8: ฟอสฟอรัสจากพืชแตกต่างจากสารเติมแต่งฟอสเฟตอย่างไร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ฟอสฟอรัสจากพืชจำนวนหนึ่งอยู่ในรูป phytate ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ไม่สมบูรณ์เท่ากับ phosphate additives ดังนั้นในการควบคุมฟอสฟอรัส ไม่ควรพิจารณาเฉพาะ “ปริมาณรวม” แต่ควรพิจารณาแหล่งที่มาของฟอสฟอรัสด้วย</p>
<h3>คำถาม 9: ยาจับฟอสเฟตควรใช้อย่างไร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาใช้ phosphate binder เพื่อลดการดูดซึมฟอสฟอรัสจากอาหาร ยากลุ่มนี้ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่ควรปรับขนาดหรือเวลาในการรับประทานด้วยตนเอง</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for CKD-Mineral and Bone Disorder.</li>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>National Kidney Foundation. Phosphorus and Your CKD Diet.</li>
<li>Ikizler TA, et al. KDOQI Clinical Practice Guideline for Nutrition in CKD: 2020 Update.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/phosphorus-and-chronic-kidney-disease/">ฟอสฟอรัสกับโรคไตเรื้อรัง: การเลือกอาหารและการสังเกตสารเติมแต่งฟอสเฟตบนฉลาก</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/phosphorus-and-chronic-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การจัดการโพแทสเซียมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: หลักการเลือกอาหารอย่างเหมาะสม</title>
		<link>https://www.airmedclinic.com/potassium-management-chronic-kidney-disease/</link>
					<comments>https://www.airmedclinic.com/potassium-management-chronic-kidney-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Airmed Clinic]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 01:58:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://subweb.airmedclinic.com/?p=363</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่ขาดไม่ได้ต่อการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และจังหวะการเต้นของหัวใจ ในภาวะปกติไตทำหน้าที่เสมือน “ตัวควบคุม” ที่คอยรักษาระดับโพแทสเซียมในเลือดให้สมดุลผ่านการขับออกทางปัสสาวะ เมื่อการทำงานของไตลดลง ผู้ป่วยบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/potassium-management-chronic-kidney-disease/">การจัดการโพแทสเซียมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: หลักการเลือกอาหารอย่างเหมาะสม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผู้เขียนบทความ</strong></p>
<p>
  <strong>ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม</strong><br />
  <em>นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35)</em><br />
  <em>ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ)</em><br />
  <em>สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล</em>
</p>
<p>โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่ขาดไม่ได้ต่อการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และจังหวะการเต้นของหัวใจ ในภาวะปกติไตทำหน้าที่เสมือน “ตัวควบคุม” ที่คอยรักษาระดับโพแทสเซียมในเลือดให้สมดุลผ่านการขับออกทางปัสสาวะ</p>
<p>เมื่อการทำงานของไตลดลง ผู้ป่วยบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือ Hyperkalemia ซึ่งหากรุนแรงอาจส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังไม่ได้จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมทุกราย</p>
<h2>ไม่ควรจำกัดโพแทสเซียมโดยอัตโนมัติ</h2>
<p>ระดับโพแทสเซียมในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่า eGFR เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากยา ภาวะกรดในเลือด การควบคุมระดับน้ำตาล ภาวะขาดน้ำ และการทำงานของระบบทางเดินอาหาร</p>
<p>ดังนั้นการวางแผนอาหารควรอาศัยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการและการประเมินโดยทีมรักษา มากกว่าการจำกัดอาหารตามรายชื่ออาหารต้องห้ามเพียงอย่างเดียว</p>
<h2>แหล่งโพแทสเซียมที่ควรระวัง</h2>
<p>ผู้ป่วยมักทราบว่ากล้วยหรือส้มมีโพแทสเซียม แต่ยังมีแหล่งอื่นที่ควรระวัง เช่น</p>
<ul>
<li>น้ำมะพร้าว</li>
<li>น้ำผักเข้มข้น</li>
<li>น้ำผลไม้</li>
<li>ผลไม้แห้ง</li>
<li>สมูทตี</li>
<li>ซุปและน้ำต้มผัก</li>
<li>เครื่องดื่มเกลือแร่บางชนิด</li>
<li>เกลือทดแทนที่มี potassium chloride</li>
</ul>
<p>อาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้อาจทำให้ได้รับโพแทสเซียมในปริมาณสูงภายในระยะเวลาสั้น</p>
<h2>การลดโพแทสเซียมในผัก</h2>
<p>ในผู้ที่จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียม อาจใช้วิธีต้มผักในน้ำปริมาณมากแล้วเทน้ำทิ้งก่อนนำไปปรุงต่อ ซึ่งสามารถช่วยลดโพแทสเซียมในผักบางชนิดได้</p>
<p>ระดับที่ลดได้แตกต่างกันตามชนิดของผัก ขนาดที่หั่น ปริมาณน้ำ และระยะเวลาในการต้ม</p>
<p>ไม่ควรนำน้ำต้มผักกลับมาใช้ในการปรุงอาหาร เนื่องจากโพแทสเซียมบางส่วนจะละลายอยู่ในน้ำ</p>
<h2>อ่านฉลากอาหารอย่างระมัดระวัง</h2>
<p>อาหารบางชนิดมีการเติมสารประกอบโพแทสเซียม เช่น</p>
<ul>
<li>Potassium chloride</li>
<li>Potassium phosphate</li>
<li>Potassium citrate</li>
</ul>
<p>ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “ลดโซเดียม” บางชนิดอาจใช้ potassium chloride ทดแทนเกลือ จึงควรตรวจสอบส่วนประกอบก่อนบริโภค</p>
<h2>หากโพแทสเซียมสูง ควรประเมินมากกว่าเรื่องอาหาร</h2>
<p>ภาวะโพแทสเซียมสูงอาจสัมพันธ์กับยา ภาวะขาดน้ำ ภาวะกรดในเลือด เบาหวานที่ควบคุมไม่ดี หรือปัจจัยทางการแพทย์อื่น ๆ ดังนั้น หากผลเลือดพบโพแทสเซียมสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอย่างเป็นระบบ</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโพแทสเซียมและโรคไตเรื้อรัง</h2>
<h3>1. คำถาม: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมทุกรายหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังไม่ได้จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมทุกราย</p>
<h3>2. คำถาม: ระดับโพแทสเซียมในเลือดขึ้นอยู่กับค่า eGFR เพียงอย่างเดียวหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ระดับโพแทสเซียมในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่า eGFR เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากยา ภาวะกรดในเลือด การควบคุมระดับน้ำตาล ภาวะขาดน้ำ และการทำงานของระบบทางเดินอาหาร</p>
<h3>3. คำถาม: การต้มผักแล้วเทน้ำทิ้งช่วยลดโพแทสเซียมได้หรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ในผู้ที่จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียม อาจใช้วิธีต้มผักในน้ำปริมาณมากแล้วเทน้ำทิ้งก่อนนำไปปรุงต่อ ซึ่งสามารถช่วยลดโพแทสเซียมในผักบางชนิดได้</p>
<h3>4. คำถาม: ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “ลดโซเดียม” อาจมีโพแทสเซียมหรือไม่?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “ลดโซเดียม” บางชนิดอาจใช้ potassium chloride ทดแทนเกลือ จึงควรตรวจสอบส่วนประกอบก่อนบริโภค</p>
<h3>5. คำถาม: หากผลเลือดพบโพแทสเซียมสูงควรทำอย่างไร?</h3>
<p><strong>คำตอบ:</strong> ภาวะโพแทสเซียมสูงอาจสัมพันธ์กับยา ภาวะขาดน้ำ ภาวะกรดในเลือด เบาหวานที่ควบคุมไม่ดี หรือปัจจัยทางการแพทย์อื่น ๆ ดังนั้น หากผลเลือดพบโพแทสเซียมสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอย่างเป็นระบบ</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<ol>
<li>KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.</li>
<li>National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Potassium: Tips for People with Chronic Kidney Disease.</li>
<li>Ikizler TA, et al. KDOQI Clinical Practice Guideline for Nutrition in CKD: 2020 Update.</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.airmedclinic.com/potassium-management-chronic-kidney-disease/">การจัดการโพแทสเซียมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: หลักการเลือกอาหารอย่างเหมาะสม</a> appeared first on <a href="https://www.airmedclinic.com">Airmed Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.airmedclinic.com/potassium-management-chronic-kidney-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
